Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ :

09.00 - 18.00 น.

เราช่วยคุณได้

@taladtour

Travel License : 11/13146

หน้าแรก

/

ข้อมูลท่องเที่ยว

ข้อมูลท่องเที่ยว

แนะนำอันซีนที่เที่ยวในญี่ปุ่น ย่านโดทงโบริ ( Dotonbori )

แนะนำอันซีนที่เที่ยวในญี่ปุ่น ย่านโดทงโบริ ( Dotonbori )

569

   สวัสดีค่ะ วันนี้แอดก็จะมาแนะนำสถานที่ยอดฮิต ย่านดังของโอซาก้า นั้นก็คือ ย่านโดทงโบริ โดทงโบริเป็นย่านที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวและนักสร้างสรรค์ นักดื่ม บริเวณนี้จึงเต็มไปด้วยป้ายไฟนีออน ผับ บาร์ และร้านค้าบริการอาหารขึ้นชื่อของท้องถิ่น ให้ผู้คนที่แวะเวียนไปมา ได้สัมผัสชีวิตยามค่ำคืนของเมืองโอซาก้าแห่งนี้ โดทงโบริเป็นย่านยอดฮิตของวัยรุ่นและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวยามราตรี จะต้องมารวมกันที่นี่     ต้นกำเนิดของย่านโดทงโบริย้อนกลับไปได้ถึงช่วงต้นยุค 1600 เมื่อนักธุรกิจท้องถิ่นได้ขยายตลิ่งแม่น้ำโดทงโบริให้กว้างขึ้น โดยหวังว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าให้มากขึ้น ภายใน 50 ปีหลังจากนั้น ย่านนี้ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น มีโรงละครคะบุกิถึง 6 โรง และโรงละครบุนระคุ (หุ่นเชิด) ถึง 5 โรงด้วยกัน อีก 400 ปีต่อมา ย่านนี้ก็ยังคงเป็นศูนย์กลางความบันเทิงซึ่งดึงดูดทั้งผู้คนในท้องถิ่นและนักเดินทางจากต่างถิ่นอย่างมาก แผงป้ายไฟนีออนขนาดใหญ่หน้าร้านค้าและอาคารต่างๆ ในโดทงโบริแสดงให้เห็นถึงความทันสมัย     แถบนี้ทั้งแถบยังคงบรรยากาศแบบย้อนยุค แต่ยังล้ำอนาคตนี้ไว้ ซึ่งลงตัวกับนักท่องเที่ยวที่กำลังมองหากลิ่นอายเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นในแบบที่คุ้นตา ทั้งริม 2 ฝั่งของแม่น้ำโดทงโบรินั้นเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหารมากมายสำหรับทั้งกินและดื่ม เมื่อเดินไปตามทางเดินก็จะพบกับร้านอาหารคานิโดระกุ ซึ่งเหนือทางเข้าจะมีการจัดแสดงปูยักษ์ไว้อย่างโดดเด่นสวยงาม มีซุ้มขายราเม็งกลางแจ้งก็ตั้งกระจายกันอยู่ทั่วพื้นที่ ส่งกลิ่นหอมโชยไปตามลม ชวนน้ำลายสอท้องร้องจ๊อกๆกันเป็นแถว เวลายามคำ่คืนเหมาะกับการมาที่ย่านโดทงโบริมากที่สุด เมื่อมีแสงไฟส่องสว่างและผู้คนครื้นเครง หากต้องการทานของว่างเบาๆ ก็อย่าลืมลิ้มลองโอโคโนมิยากิ หรือพิซซ่าญี่ปุ่น ชื่อดังของโอซาก้า รวมถึงทาโกะยากิ ของว่างที่ทำจากแป้งสูตรพิเศษปั้นเป็นลูกกลมสอดไส้ปลาหมึก หากต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารและเครื่องดื่มในแบบรรยากาศที่ผ่อนคลายยิ่งขึ้น ก็ขอแนะนำให้ไปร้านอิซะกะยะ หรือหากต้องการสังสรรค์เต้นรำตลอดคืน ก็มุ่งหน้าไปยังคลับใดคลับหนึ่งในบริเวณใกล้เคียงได้  หากใครต้องการไปเที่ยวย่านนี้ อย่าลืมหาที่พักใกล้เคียงไว้ด้วยนะคะ เพราะคงจะได้เที่ยวเพลิดเพลินอีกหลายวัน     แถวย่านนี้ก็มีห้างสรรพสินค้าให้ได้เที่ยวช้อปปิ้งกันอยู่หลายห้างดังอีกด้วยถูกใจสาวๆแน่นอน เพราะห้างดังย่านนี้มีสินค้าแบรนด์เนมชื่อดังมากมาย และเครื่องประดับเสื้อผ้ากระเป๋าอื่นๆอีกด้วย บอกเลยว่าใครจะไปย่านแห่งนี้ กระเป๋าตังค์ต้องหนานิดนึง เพราะมีของที่น่าตื่นตาตื่นใจ ให้เราได้ควักกระเป๋าตลอดเวลา สำหรับสายกินขอแนะนำที่นี่เลย ชิมปูให้อิ่ม! ที่ Kani Doraku ป้ายร้านที่มีชื่อเสียงพอๆ กับป้ายกุลิโกะคือ "Kani Doraku (คานิโดระขุ)" ติดๆ กับ สะพานเอบิสุ ที่เราทุกคนจะต้องสะดุดตากับปูขนาดใหญ่ที่ขยับขาไปมาได้ ที่นี่เป็นสาขาใหญ่ของร้านอาหารที่ขายปูเป็นหลัก และมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ สามารถเพลิดเพลินกับเมนูหลากหลายที่ใช้ปูเป็นส่วนประกอบได้ เมนูเด็ดก็ต้อง Kanisuki (สุกี้ยากี้เนื้อปู) ราคา 5,000 เยน (ไม่รวมภาษี) มีปูย่างเตาถ่านขายด้วยนะคะ แอพแนะนำที่นี่แอดชอบมาก ไปญี่ปุ่นใครไม่รู้จะไปไหนแอดขอให้ที่นี่เป็นที่แรกเลยละกัน ย่านโดทงโบริ (Dotonbori) วิธีการเดินทาง    จากสถานี Namba (รถไฟใต้ดินสาย Midosuji Line, Sen-Nichimae Line หรือ Yotsubashi Line) ทางออก Exit 14 เดินประมาณ 3 นาที    จากสถานี Osaka-Namba (รถไฟสาย Hanshin หรือ มาลงที่สถานี Kintetsu)  เดินประมาณ 4 นาที    จากสถานี Namba (รถไฟสาย Nankai) เดินประมาณ 10

สัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวญี่ปุ่นดั่งเดิม เมืองออนเซ็นคุโรคาวะ ( Kurokawa onsen )

สัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวญี่ปุ่นดั่งเดิม เมืองออนเซ็นคุโรคาวะ ( Kurokawa onsen )

1161

   เมืองออนเซ็นคุโรคาวะตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ ( ภูเขาเอโซะ ) ในจังหวัดคุมาโมโต้ เป็นเมืองออนเซ็นที่ฮอตฮิตตลอดกาลของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ได้รับการนิยมจากนักท่องเที่ยวและคนญี่ปุ่นเองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นเองจะชอบการแช่ออนเซ็นเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้    คนญี่ปุ่นเชื่อว่าการได้แช่ออนเซ็น เหมือนร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ การรักษาร่างกายให้อบอุ่นทำให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุต่างๆได้เต็มที่อีกด้วย เพราะการแช่ออนเซ็นของชาวญี่ปุ่นนั้น มีมายาวนานตั้งแต่ยุคสมัยญี่ปุ่นโบราณสืบทอดมาจนทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่เมืองออนเซ็นคุโรคาวะที่มีออนเซ็น แต่ที่ประเทศญี่ปุ่นมีที่สำหรับแช่ออนเซ็นให้เห็นอีกมากมากมาย แต่เมืองออนเซ็นโรคาวะแห่งนี้จะมีเยอะเป็นพิเศษ ด้วยความมีเสน่ห์ที่ลงตัวของเมืองออนเซ็นคุโรคาวะ จากบรรยากาศโดยรอบได้รักษาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่คงความเก่าแก่ไว้เป็นอย่างดี เพียงแค่ได้ก้าวขาเข้าไปในหมู่บ้านแห่งนี้ก็เหมือนหลุดไปอยู่ยุคบ้านเก่าแก่ญี่ปุ่น เพราะโซนแห่งนี้ไม่ว่าจะเป็น ตึก อาคาร บ้านเรือน ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม เน้นสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมโบราณทั้งหมด    นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับบรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นเหมือนชนบทย้อนยุค ที่มีธรรมชาติจากต้นไม้สีเขียวสลับกับใบไม้เปลี่ยนสี มีลำธารแม่น้ำไหลผ่าน ทำให้บรรยากาศโดยรอบเย็นชุ่มฉ่ำออกจะชื้นๆ จึงเมาะกับการมาแช่ออนเซ็นอย่างมาก ที่หมู่บ้านแห่งนี้จะเต็มไปด้วยต้นเมเปิ้ลที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงสวยงามมากใน ช่วงเดือนพฤศจิกายน และถ้าอยากให้เข้ากับบรรยากาศของเมืองออนเซ็นแห่งนี้ควรเปลี่ยนใส่ชุดยูกาตะและรองเท้าเกี๊ยะแบบญี่ปุ่น ก็จะยิ่งเข้าถึงบรรยากาศญี่ปุ่นแบบย้อนยุคเข้าไปอีก การแต่งกายด้วยชุดยูกาตะ   ชุดยูกาตะจะมีไว้ให้สำหรับนักท่องเที่ยวและแขกผู้มาเยือนออนเซ็นแห่งนี้ โดยทางโรงแรมและสถานที่พักจัดเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว สายถ่ายรูปไม่ควรพลาด ชุดยูกาตะนี้สามารถใส่ไปเดินถ่ายรูปเที่ยวตามหมู่บ้านได้เลย หรือใส่ไปร้านอาหารก็ได้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งสีสันของที่นี่ ตามตรอกซอกซอยของคุโรกาวะเรียงรายไปด้วยเรียวกัง โรงอาบน้ำสาธารณะ ร้านค้าและคาเฟ่ที่สวยงาม และศาลเจ้าเล็กๆ และสะพานที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำไปยังทางเข้าเรียวกัง ไม่เพียงสำหรับแขกผู้เข้าพักที่เรียวกังสามารถแช่ออนเซ็นได้ไม่จำกัด    สำหรับผู้ที่เดินทางแบบไป-กลับ ก็สามารถใช้บริการแช่ออนเซ็นได้ด้วย บัตรผ่านไม้ (เทกาตะ) จำหน่ายในราคา 1,300 เยน (ประมาณ 320 บาท) โดยสามารถเข้าใช้บริการโรงอาบน้ำของเรียวกัง 3 แห่งได้ตามใจชอบ และใช้ได้นานถึง 6 เดือน มีให้บริการที่ศูนย์ข้อมูลและเรียวกังที่เข้าร่วมกว่า 20 แห่ง แนะนำ หนึ่งในโรงอาบน้ำริมแม่น้ำที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น โรงอาบน้ำกลางแจ้งของ Yamamizuki ตั้งอยู่ในป่าติดกับแม่น้ำบนภูเขาที่งดงาม นอกจากนี้ยังมีห้องอาบน้ำในร่ม บ่อน้ำทั้งหมดแยกเพศหญิงเพศชายอัตราค่าบริการ   ค่าบริการแช่ออนเซ็น 600 เยน (ประมาณ 150 บาทต่อคน) ค่าที่พัก เริ่มต้น 19,000 เยนต่อคน (ประมาณ 4,560 บาทต่อคน)  รวมอาหารเช้าและเย็น ช่วงเวลาทำการเปิด-ปิด 8.30 – 21.00 น.การเดินทาง   รถบัสด่วน มีบริการรถบัสด่วนวิ่งตรงวันละ 2 รอบระหว่างฟุกุโอกะ (สถานีฮากาตะ ศูนย์รถบัสเทนจิน และสนามบินฟุกุโอกะ) และคุโรคาวะ ออนเซ็น การเดินทางเที่ยวเดียวใช้เวลาประมาณ 2.5 ชั่วโมง ราคา 3,470 เยน (ครอบคลุมบัตร Sun Q Pass บัตรโดยสารรถบัสสำหรับโดยสารรถประจำทางส่วนใหญ่ในคิวชูได้อย่างไม่จำกัด)    รถไฟ เนื่องจากคุโรคาวะอยู่ห่างจากสถานีรถไฟ การเดินทางด้วยรถไฟใกล้สุดคือมาลงสถานี Hita โดยรถไฟด่วนพิเศษตรง (75 นาที ประมาณ 3,000 เยน ต่อเที่ยว) หรือโดยรถไฟท้องถิ่นผ่านคุรุเมะ (100 นาที 1,680 เยน) ทั้งคู่ครอบคลุม JR pass จากนั้นต่อรถบัสจากสถานี Hita มาลงคุโรคาวะ ใช้เวลา 70 นาที ราคา 1,880 บาท รถบัสวิ่งวันละ 2 เที่ยวต่อวัน

ทำความรู้จักภูเขาไฟฟูจิ ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น

ทำความรู้จักภูเขาไฟฟูจิ ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น

1231

   เที่ยวไฮไลท์ของญี่ปุ่น คงต้องยกให้ภูเขาไฟฟูจิเลย ใครมาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วไม่ได้ถ่ายรูปกับภูเขาไฟ ถือว่ามาไม่ถึงญี่ปุ่นนะบอกเลย เอ่ยชื่อว่าภูเขาไฟฟูจิใครๆก็รู้จัก แม้กระทั่งเด็ก 5-6 ปี ก็รู้จักกันแล้วตำนานมาก  ภูเขาฟูจิได้ชื่อว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดและสวยงามที่สุดในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะมาในฤดูกาลไหนก็มีความสวยงามที่แตกต่างกันไป และถ้าหากวันไหนท้องฟ้าปลอดโปร่งมากๆ ก็จะสามารถมองเห็นได้จากเมืองโตเกียว และเมืองโยโกฮาม่าด้วย ภูเขาไฟฟูจิตั้งอยู่บริเวณจังหวัด ชิซูโอเกะและจังหวัดยามานาชิอยู่ทางตะวันตกของโตเกียว    ในปัจจุบันภูเขาไฟฟูจิได้ถูกจัดโดยนักวิทยาศาสตร์ ให้อยู่ในลักษณะของภูเขาไฟที่มีโอกาสปะทุต่ำ ชาวญี่ปุ่นได้มีความผูกพันกับภูเขามานานหลายศตวรรษ ตำนานเล่าว่านักบวชฮะเซะงะวะ โคะโกะเกียว (ค.ศ. 1541 - 1646) ที่เป็นบุคคลสำคัญได้เคยปีนขึ้นลงภูเขานี้มากว่า 100 ครั้ง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้มีการก่อตั้งกลุ่มฟูจิโกะซึ่งเป็นกลุ่มที่รวม ผู้นับถือภูเขาไฟฟูจิ ผู้นับถือนิกายนี้ได้ก่อตั้งศาลเจ้า สร้างอนุสาวรีย์หิน และอดอาหารเป็นการอุทิศ ความคลั่งไคล้นี้ท้ายที่สุดก็เป็นชนวนที่ทำให้รัฐบาลโชกุนโทกุกาวะตัดสินใจสั่งห้ามนับถือศาสนานี้     แต่ถึงอย่างนั้น ประเพณีบูชาภูเขาที่มีมาอย่างช้านานก็ได้ทำให้ภูเขาลูกนี้ยังคงเป็นที่เคารพนบน้อมในฐานะสถานที่ที่มีความสำคัญทางจิตวิญญาณ ภูเขาไฟฟูจิ เป็นภูเขาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ที่นี่ยังมีที่สำหรับแสวงบุญอีกด้วย ผู้คนกว่า 300,000 คนจะมาปีนภูเขาไฟฟูจิ ทุก ๆ ฤดูร้อน เส้นทางปีนเขาหลักทั้งสี่สายต่างมีเส้นทางไปยอดเขาต่างกัน รวมทั้งสถานที่หยุดพักหรือ “สถานี” เพื่อบริการสิ่งอำนวยความสะดวกและที่พักตามทาง นักปีนเขาส่วนใหญ่จะวางแผนให้ปีนขึ้นไปทันดูพระอาทิตย์ขึ้น ลองจินตนาการว่าคุณปีนเขาในช่วงเช้าตรู่เพื่อขึ้นไปบนยอดเขาและชมพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ โผล่ออกมาจากเส้นขอบฟ้า ในยุคก่อน     ภูเขาไฟฟูจิ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับพระและยังเป็นสถานที่แสวงบุญของคนธรรมดาทั่วไปอีกด้วย ศาลเจ้าต่าง ๆ ที่เชิงเขาเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ว่าภูเขาไฟ ฟูจิมีความสำคัญทางด้านจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ภูเขาไฟ ฟูจิมีภาพจำที่โดดเด่นที่สุดในยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603 - 1867) ชุดผลงานโดยศิลปินภาพพิมพ์ไม้ที่ชื่ออันโด ฮิโรชิเงะซึ่งเป็นภาพ ภูเขาไฟฟูจิ จะแสดงให้เห็นถึงภูเขาจากจุดชมวิวและสถานที่ต่าง ๆ โดยผู้คนจากทั่วโลกสามารถสัมผัสกับกลิ่นอายของภูมิภาคและวิถีชีวิตของชาวบ้านได้ เช่นเดียวกันนี้เอง     ภาพพิมพ์ไม้โดยศิลปินคัตสึชิกะ โฮกูไซผู้ยิ่งใหญ่เองก็มีอิทธิพลสำคัญต่อศิลปินตะวันตกอย่างวินเซนต์ แวน โก๊ะ รวมไปถึงถึงนักแต่งเพลง โคลด เดอบุสซี วิวสวยงามของภูเขาไฟ ฟูจิที่นิยมในยุคเอโดะทำให้ภูเขากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก มหัศจรรย์ทางภูมิศาสตร์ ภูเขาไฟลูกนี้ที่เกิดขึ้นประมาณ 100,000 ปีก่อนได้ปะทุอยู่บ่อยครั้งจนในท้ายที่สุดก็ได้กลายเป็นภูเขาไฟ ฟูจิซึ่งคว้าตำแหน่งภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นด้วยความสูง 3,776 เมตร การปะทุครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 1707 กินเวลา 16 วัน โดยเถ้าภูเขาไฟลอยไปไกลถึงโตเกียว    การปะทุของภูเขาไฟยังทำให้เกิดโฮเอซัง (ยอดเขาฟูจิอันดับสอง) ทะเลสาบทั้งห้าแห่งที่เชิงเขา และถ้ำมากมายใกล้ป่าอะโอคิกะฮะระ พื้นที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยบ่อน้ำพุร้อนที่มีแร่ธาตุสูง ซึ่งส่งผลให้ภูมิภาคนี้เหมาะแก่การทำกิจกรรมนันทนาการกลางแจ้งและผ่อนคลาย เพราะประวัติศาสของภูเขาไฟลูกนี้ มีมายาวนานและความสวยงามที่เกิดขึ้น ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวไทยและชาวต่างชาติมาเที่ยวที่นี่แทบตลอดทั้งปีไม่มีว่างเว้น แถมสถานที่แห่งนี้ยังมีที่เที่ยวใกล้เคียงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมที่พัก ร้านค้าร้านอาหาร ล้อมรอบเยอะแยะมากมาย    สำหรับช่วงฤดูไหนที่เหมาะสำหรับไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิ มีสองฤดูด้วยกัน เริ่มต้นจากฤดูร้อน ฤดูกาลที่ท้องฟ้าแจ่มใส สำหรับใครที่เป็นสายผจญภัยแนะนำให้มาช่วงนี้เดือนมิ.ย.- ส.ค. เพราะฟ้าจะเปิดเหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้น สุดท้ายคือฤดูหนาว เดือนก.ย. – พ.ย. หิมะเริ่มปกคลุม ภูเขาไฟฟูจิจะสวยงามที่สุด สุดท้ายนี้อากาศของภูเขาไฟฟูจิ จะมีอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ถึงแม้ว่าจะเดินขึ้นเขาภูเขาไฟฟูจิ ในฤดูร้อน โอกาสที่อุณหภูมิจะต่ำเพียง 5-8 องศา ดังนั้นจึงควรเช็คพยากรณ์อากาศก่อนเดินขึ้นเขาทุกครั้ง ทั้งนี้ควรนำเสื้อกันหนาวไปทุกครั้ง เพื่อป้องกันอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง วิธีการเดินทาง   รถบัส เป็นหนทางที่ประหยัดและง่ายสำหรับคนที่ไม่ชินทางอย่างชาวต่างชาติแบบเรา ๆ แต่อาจใช้เวลาในการเดินทางเยอะกว่าการขึ้นรถไฟและควบคุมเวลาไม่ได้หากการจราจรในบริเวณนั้นหนาแน่น

สวนสนุกแดนสวรรค์ พิพิธภัณฑ์คาวากูจิโกะมิวสิคฟอร์เรส (Kawaguchiko Music Forest)

สวนสนุกแดนสวรรค์ พิพิธภัณฑ์คาวากูจิโกะมิวสิคฟอร์เรส (Kawaguchiko Music Forest)

692

   สวัสดีค่ะทุกคนวันนี้จะพามาทำความรู้จักกับพิพิธภัณฑ์คาวากูจิโกะมิวสิคฟอร์เรส พิพิธภัณฑ์คาวากูจิโกะมิวสิคฟอร์เรสเป็นสวนสนุกขนาดเล็กเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเครื่องดนตรีแบบอัตโนมัติ ภายในห้องโถงหลักมีกล่องดนตรีโบราณแดนซ์ออร์แกนขนาดใหญ่จากฝรั่งเศส กล่องดนตรีนี้จะบรรเลงเพลงดนตรีทุกๆ 30 นาที และภายในยังมีเครื่องเล่นดนตรีอัตโนมัติอีกหลายอย่าง เครื่องดนตรีอัตโนมัติส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศในแถบยุโรปทั้งหมด    ภายในห้องโถงนี้ยังใช้จัดกิจกรรม แสดงคอนเสิร์ต จากศิลปินนักดนตรีเพลงคลาสสิคจากทั่วโลก ได้มาจัดแสดงในที่แห่งนี้ ที่แวะเวียนเปลี่ยนกันมาเป็นประจำทุกวัน ภายในตกแต่งด้วยโคมไฟสไตล์ยุโรปอย่างหรูหรา ผสมผสานกับเครื่องดนตรีแปลกๆไว้ให้เดินชม ภายนอกอาคารก่อสร้างเป็นทรงบ้านสไตล์ยุโรปโบราณสวยงาม ภายนอกมีสวนหญ้าเป็นสวนหย่อมเล็กๆ และมีสวนดอกกุหลาบที่สวยงามมาก    ภายด้านหน้าก็มีน้ำพุมองแล้วได้ฟิวส์เหมือนไปยุโรปจริงๆเลยค่ะ แถมฉากหลังยังสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิ ที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของทะเลสาบอีกด้วย เรียกได้ว่าวิวโดยรอบบรรยากาศดีสุดๆ สถานที่เที่ยวในญี่ปุ่น ที่ถูกสร้างสไตล์ยุโรปมีไม่มากนัก จึงทำให้พิพิธภัณฑ์คาวากูจิโกะมิวสิคฟอร์เรสแห่งนี้ มีความแปลกใหม่สวยแปลกตา สำหรับนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นอย่างมาก นักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นนิยมมาเดินเล่นที่นี่กันมาก เพราะนอกจากมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม มีดนตรีเพราะๆให้ฟังกันเพลินๆ เข้ากับบรรยากาศโรแมนติกแล้ว ยังมีร้านค้าขายของ ร้านอาหาร ขายเค้ก ขายชาเขียว ที่อร่อยมากให้นักท่องเที่ยวได้นั่งกิน เหมือนคาเฟ่เล็กๆ เปรียบเสมือนเป็นมุมพักผ่อน หรือทานข้าวกับครอบครัวได้เป็นอย่างดี    นอกจากนี้สถานที่แห่งนี้ ยังรับจัดงานเลี้ยงเล็กๆให้ด้วย ใครที่อยากจัดวันเกิดหรือมี Surprise ให้คนสำคัญก็สามารถจองโต๊ะไว้ได้ และมีดนตรีเปิดให้ฟังตลอดทั้งวัน มีการแสดงที่น่าสนใจหลากหลาย เช่น การแสดงสดการประดิษฐ์ทราย การแสดงน้ำพุ การแสดงโอเปร่าผ่านเครื่องดนตรีอัตโนมัติคลาสสิค การแสดงเป็นรอบๆต่อวัน มีร้านขายของที่ระลึก งานฝีมือ ช่วงในวันหยุดสุดสัปดาห์ผู้คนจะมาเยอะเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงใช้เวลากับครอบครัว ส่วนสาวๆที่ชอบถ่ายรูปห้ามพลาดที่นี่ เพราะเขามีบริการให้เช่าชุดเจ้าหญิงด้วย  ไว้ใส่สวยๆให้เข้ากับบรรยากาศ หรือใส่เดินเที่ยว เดินหามุมถ่ายรูปสวยๆได้นะคะ ค่าเช่าชุด ผู้ใหญ่ราคา 1,000 เยน เด็กราคา 500 เยน  เวลาในการเช่าชุดก็ประมาณ 90 นาที มาญี่ปุ่นแต่ได้อารมณ์เหมือนไปยุโรป ถือว่าแปลกใหม่ไปอีกแบบ สถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับภูเขาไฟฟูจิ หากใครมาเที่ยวภูเขาไฟฟูจิ ก็แวะมาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้กันได้นะคะ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่เที่ยวที่ไม่ควรพลาดเลยค่ะ กำหนดการเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไป : ค่าเข้าชม 1,800 เยน ( เงินไทยประมาณ 320 บาท)สำหรับเด็กและเยาวชน : ค่าเข้าชม 800 เยน ( เงินไทยประมาณ 195 บาท และมีส่วนลด 300 เยนสำหรับการแสดงคูปอง HIS) เวลาทำการปิด-เปิด : 9:00-17:30 น. ( เข้าชมก่อน 17:00 )วิธีการเดินทางเดินทางจาก Kawaguchiko Station สามารถนั่งรถบัส retro bus สาย Kawaguchiko Line ไปลงที่สถานี Ukai Orugoruno Mori Bijutsukan ใช้เวลาเดินทางประมาณ 25 นาที 

พระราชวังอิมพีเรียล หัวใจหลักกลางกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

พระราชวังอิมพีเรียล หัวใจหลักกลางกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

669

   สวัสดีค่ะ วันนี้แอดจะพามาทำความรู้จักกับพระราชวังอิมพีเรียลกันค่ะ เพื่อว่าใครไปญี่ปุ่นแล้วนึกที่เที่ยวไม่ออก แอดขอแนะพระราชวังอิมพีเรียล พระราชวังอิมพีเรียลมีประวัติและความเป็นมายังไงบ้างไปดูกันเลยค่ะ พระราชวังอิมพีเรียลคือที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น พระราชวังแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในเขตพื้นที่เดิมของปราสาทเอโดะ ซึ่งเป็นที่อยู่ของโชกุนโทคุกาวะก่อนปี ค.ศ.1868 พื้นที่ภายในกว้างใหญ่ มีสวนหย่อม มีคูน้ำไหล สวนแห่งนี้ใหญ่โตมาก มีพระตำหนักที่ใหญ่มากด้วยเช่นกัน ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของปราสาทเอโดะ บริเวณพระราชวังจึงล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพงหินโบราณสูงเรียงกันเป็นชั้นๆ ตัวโครงสร้างพระตำหนักมีสีขาวเป็นหลัก หลังคาทรงโบราณสลับซับซ้อนสีเทา สถานที่แห่งนี้ได้รับการดูแลรักษาอย่างพิถีพิถัน    นอกจากนี้พระราชวังอิมพีเรียลแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานพิธีสำคัญๆต่างๆที่สำคัญๆอีกด้วย แนะนำให้ลองไปเดินเล่นภายในและบริเวณรอบๆพระราชวังแห่งนี้ ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่แสนยาวนาน พระราชวังแห่งนี้งดงามไปด้วยธรรมชาติและสิ่งปลูกสร้างที่งดงาม ล้ำค่า ละลานตา ให้อารมณ์ย้อนยุคเหมือนพระราชวังสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะเป็นฉากที่สวยงามราวกับความฝัน เต็มไปด้วยดอกซากุระที่บานสะพรั่งสีอมชมพูและใบไม้เปลี่ยนสีเข้ากับพระราชวังแห่งนี้มาก    จุดเด่นจะเป็นความสวยงามของกำแพงโบราณที่สูงสวยงามเรียงด้วยหินอย่างมีระเบียบ มีวิธีการสร้างอย่างโบราณ มีแหล่งคูน้ำธรรมชาติล้อมรอบ ภายในมีต้นไม้ใหญ่มากมาย ให้ร่มเย็นสีเขียวดูสบายตา และสวนหญ้าขนาดใหญ่ไว้ให้เดินเล่นกันอย่างเพลิดเพลิน เพราะความสวยงามอันมีเสน่ห์ของพระราชวังอิมพีเรียลแห่งนี้ จึงมีนักท่องเที่ยวและชาวเมืองญี่ปุ่นแวะเวียนกันมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง วันหยุดสุดสัปดาห์คนจะเยอะนิดนึงนะคะ กาเข้าชม   การเข้าชมภายในพระราชวังอิมพีเรียลนั้นต้องลงทะเบียนก่อนนะคะ สามารถทำการลงทะเบียนล่วงหน้าทางออนไลน์ หรือมารอต่อแถวลงทะเบียนที่ด้านหน้าพระราชวัง ในวันที่ต้องการเข้าชมก็ได้ การเข้าชมพระราชวังอิมพีเรียลนั้นจะมีเจ้าหน้านำทางพาไป เหมือนไกด์นำเที่ยวคอยให้ความรู้ตามจุดและพื้นที่สำคัญของพระราชวังอิมพีเรียลข้อมูลอย่างหนาแน่น โดยเจ้าหน้าที่จะบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษนะคะ    การเที่ยวชมพระราชวังจะใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 20 เท่านั้น และภายในพระราชวังแห่งนี้ ยังมีร้านค้าที่จำหน่ายของที่ระลึกเกี่ยวกับพระราชวังไว้ให้ได้ซื้อ เที่ยวชม ติดไม้ติดมือเป็นของฝาก หรือเก็บไว้เป็นที่ระลึกก็ได้ค่ะ สักครั้งนึงในชีวิตต้องลองมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งนะคะ แล้วจะไม่ผิดหวังกลับไปอย่างแน่นอน กฏการเข้าชมพระราชวังอิมพีเรียลสำหรับบุคคลทั่วไป 18+   เปิดเข้าชมวันละ 2 รอบ รอบเช้าเริ่มเวลา 10:00 น. รอบบ่ายเริ่มเวลา 13:30 น. จำกัดจำนวนผู้เข้าชมรอบละประมาณ 500 คนเท่านั้นสำหรับผู้อายุไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์กฏการเข้าชมพระราชวังอิมพีเรียลสำหรับเด็กและเยาวชน   สำหรับเด็กเยาวชนที่อายุไม่เกิน 18 ปีนั้น จำเป็นต้องเดินทางมากับผู้บรรลุนิติภาวะแล้วเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ผู้ปกครอง พ่อ แม่ หรือ ครู อาจารย์ เท่านั้น และจะมีการตรวจพาสปอร์ตในวันเข้าชมด้วยนะคะ วิธีการเดินทาง   สำหรับการเดินทางไปที่พระราชวังอิมพีเรียลนั้นแนะนำให้นั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน Subway สาย Chiyoda Line ลงที่สถานี Nijubashi-mae(C10)  Exit 2  เมื่อเดินขึ้นสถานีมาเดินอีก 5 นาทีจะถึงบริเวณเขตพระราชฐานของพระราชวังแล้วค่ะ

สถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าของญี่ปุ่น ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle)

สถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าของญี่ปุ่น ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle)

700

    วันนี้จะพามาทำความรู้จักปราสาทนาโกย่าอันโอฬารของญี่ปุ่น สัญลักษณ์ของเมืองซามูไรกันค่ะ ประวัติและความเป็นมาของประสาทแห่งนี้ มีประวัติที่ยาวนาน ในสมัยเอโดะ (1603-1868) นาโกย่าเป็นหนึ่งในเมืองปราสาทที่สำคัญที่สุด และปราสาทนาโกย่าก็เป็นที่พำนักของตระกูลโอวาริโทคุกาวะ หนึ่งในสามสายสกุลโทคุกาวะที่มีสิทธิได้รับเลือกให้เป็นโชกุน อีกทั้งยังเป็นแนวหน้าในการป้องกันเมืองเมื่อสู้รบกับโอซาก้าด้วย ปราสาทนาโกย่าประดับหลังคาด้วยรูปหล่อปลาโลมาทองคำระยิบระยับ 18 กะรัต สูง 2 เมตรที่น่าประทับใจ และเป็นหอคอยปราสาทที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ     โดยการก่อสร้างป้อมปราการเริ่มขึ้นในปี 1610 และเสร็จสมบูรณ์ 2 ปีหลังจากนั้น ท่านโทคุกาวะ อิเอะยะสุ โชกุนผู้มีเล่ห์เหลี่ยม ได้สร้างปราสาทขึ้นโดยไม่ใช้ทรัพย์ส่วนตัวใดๆ ด้วยการสั่งให้ 20 ขุนพลที่เคยเป็นศัตรูมาก่อนก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างนี้จนเสร็จ โดยการจัดหาและขนส่งหินใหญ่หลายตัน วัสดุก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายแรงงานนั้น เป็นภาระการเงินที่หนักหนาแก่ขุนพลทั้งหลาย ซึ่งป้องกันไม่ให้พวกเขาใช้จ่ายกับอาวุธ ชุดเกราะ และกองทัพ ส่งผลให้โอกาสการแข็งข้อลดลงตามมา ส่วนใครก็ตามที่ปฏิเสธจะให้ความร่วมมือก็จะถูกกำจัด และเพื่อแสดงความยินยอมอยู่ในโอวาท หลายคนก็ได้สลักตราประจำตระกูลลงบนก้อนหินที่พวกเขาหามา      เพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดี โดยตราประจำตระกูลเหล่านี้ยังสามารถพบเห็นได้บนกำแพงหิน และการตามหาตราที่หลากหลายเหล่านี้ ก็กลายเป็นอีกกิจกรรมเสริมที่น่าสนุก และภายในปราสาทแห่งนี้จะมีภาพวาดอยู่ภายในเยอะแยะมากมาย เรียงรายตามผนัง โดยภาพวาดก็จะมีเรื่องเล่าถึงเหตุการณ์ในสมัยก่อนต่างๆกันไป แต่ไม่สามารถเข้าชมได้ สามารถเดินดูได้แค่รอบๆปราสาทเท่านั้น แต่ถึงจะแค่ภายนอกก็สวยงามจนต้องหยิบกล้องมาถ่ายรูปกันแทบไม่ไหว เรียกได้ว่าประวัติและความเป็นมายาวนานจริงๆ      ปราสาทนาโกย่า มีพระราชวังและโครงสร้างที่เหลือที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างดีที่สุดเทียบกับปราสาททั้งหมดในประเทศญี่ปุ่นและได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ จนกระทั่งเมื่อถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในวันที่ 14 พฤษภาคม 1945 เพียงไม่กี่เดือนก่อนญี่ปุ่นจะยอมแพ้ ฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดอเมริกันได้ถล่มปราสาท ป้อมปืน ประตู กำแพง และพระราชวังที่สง่างามจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน โดยมีเพียงหอคอย 3 แห่งและประตู 2 แห่งเท่านั้นที่รอดจากไฟนรกนี้ หอคอยปราสาทถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในปี 1959 โดยมีนิทรรศการพิเศษจัดขึ้นเป็นประจำที่ห้องจัดแสดงบนชั้น 2 ขณะที่ชั้น 3 ได้จัดแสดงสภาพแวดล้อมของเมืองปราสาทที่จำลองขึ้นมาใหม่ มีชุดเกราะและอาวุธซามูไรจัดแสดงบนชั้น 4 ส่วนชั้น 5 จัดแสดงประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งของปราสาทนาโกย่า และชั้นสูงสุดเป็นดาดฟ้าสังเกตการณ์และร้านขายของที่ระลึก     ทั้งนี้ มีคำอธิบายภาษาอังกฤษที่จะทำให้การเที่ยวชมของคุณเพลิดเพลินยิ่งขึ้น ณ ใจกลางของปราสาทนาโกย่าที่ทรงพลังด้วยกำลังทหารและล้อมรอบด้วยป้อมปราการ 2 หลังและหอคอยหลายแห่ง คือพระราชวังฮมมารุ ซึ่งพระราชวังที่ล้ำเลิศนี้ ถูกออกแบบเป็นที่พักอาศัยของขุนพลผู้ครองปราสาทและเป็นที่พักของโชกุนในภายหลัง และมีสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในงดงามเรียบง่าย อาคารทั้งหลังก่อสร้างด้วยไม้สนฮิโนกิคุณภาพสูงอันล้ำค่า และตกแต่งอย่างหรูหราด้วยภาพวาดมากสีสันบนแผ่นทองบริสุทธิ์ ด้วยรูปเสือ เสือดาว นกและสัตว์มงคล และต้นไม้และดอกไม้ ท่านโทคุกาวะ อิเอะยะสุ รู้สึกประทับใจมาก เลยได้สั่งให้สร้างพระราชวังที่คล้ายคลึงกันอีกหลังในเกียวโต (พระราชวังแห่งนั้นก็ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ แต่ก็ยังด้อยกว่าพระราชวังนาโกย่า) โดย 1 ปีหลังจากสร้างเสร็จสมบูรณ์ ท่านโทคุกาวะ โยชินาโอะ บุตรของท่านอิเอะยะสุและเจ้าเมืองคนแรกของนาโกย่าได้ย้ายออกจากพระราชวังหลักไปยังพระราชวังโอ่อ่าไม่แพ้กันในป้อมปราการหลังที่สองที่อยู่ติดกัน และประกาศให้พระราชวังฮมมารุใช้สำหรับรับรองการมาเยือนของโชกุนเท่านั้น      พระราชวังแห่งนี้่ถูกใช้เพียงประมาณ 5 ครั้งในระยะเวลา 250 ปีต่อมา จึงได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และภายหลังจากการสิ้นยุคศักดินาของประเทศญี่ปุ่น พระจักรพรรดิสามพระองค์ได้ทรงใช้พระราชวังนี้เป็นที่ประทับในฤดูร้อนระหว่างปี 1893 ถึง 1930 เป็นประจำ แม้น่าเสียดายที่พระราชวังถูกทำลายระหว่างการโจมตีทางอากาศในปี 1945 แต่งานศิลปะสำคัญหลายชิ้นก็ได้ถูกนำออกไปจัดเก็บล่วงหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกทำลาย พระราชวังฮมมารุได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ตามแบบดั้งเดิมสามส่วน โดยส่วนแรกเปิดให้สาธารณชนเข้าชมในปี 2013 ส่วนที่สองในเดือนมิถุนายน 2016 และสร้างเสร็จเรียบร้อยในปี 2018 และนี่ก็เป็นประวัติศาสตร์ยาวนานที่เล่าต่อๆกัน  จนกลายมาเป็น ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle) มาญี่ปุ่นลองมาสักครั้งในชีวิต รับรองว่าคุ้มค่าตั๋วที่มาไกลจากต่างแดนแน่นอน ค่าบริการ    มีเก็บค่าเข้าชมด้วยนะคะ  อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่: 500 เยน นักเรียนมัธยมต้นหรือต่ำกว่า ไม่เสียค่าเข้าชม ผู้สูงอายุที่อาศัยในเมืองนาโกย่า ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป 100 เยน อาจต้องมีการยืนยันตัวตนและหลักฐานความเป็นผู้อาศัยสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป (บัตรประกันสุขภาพ, ใบขับขี่, พาสปอร์ต เป็นต้น)วิธีการเดินทาง    การเดินทางโดยรถไฟ    เดินไปทางตะวันตก 5 นาที จากทางออก 7 ของสถานีชิยะคุโช รถไฟใต้ดินสายเมโจ (ขึ้นรถไฟที่วิ่งตามเข็มนาฬิกาจากสถานีซาคาเอะ ซึ่งสามารถมาได้โดยรถไฟที่มุ่งหน้าไปซาคาเอะหรือฟูจิกะโอคะ จากสถานีนาโกย่า รถไฟสายฮิกาชิยามะ) จากสถานีรถบัสนาโกย่า ขึ้นรถบัสท่องเที่ยวนาโกย่า เมกุรุ เพื่อไปยังปราสาทนาโกย่า (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที)    การเดินทางโดยรถยนต์    ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 8 นาที จากทางออกคุโระคาวะ บนทางด่วนนาโกย่า R1 เส้นคุซุโนะคิ หรือ ไปทางทิศเหนือประมาณ 5 นาที จากทางออกมารุโนะอุจิ บททางด่วนนาโกย่า เส้นวงแหวน

ธรรมชาติน่าเที่ยว แห่งเขาซึรุมิเมืองเบปปุ ญี่ปุ่น

ธรรมชาติน่าเที่ยว แห่งเขาซึรุมิเมืองเบปปุ ญี่ปุ่น

370

วันนี้จะมาแนะนำอีกหนึ่งสถานที่ ที่ควรไปเช็คอิน ชมวิวธรรมชาติกันค่ะ สถานที่สวยๆธรรมชาติอากาศดีแบบนี้ต้องให้ยอดเขาซึรุมิแน่นอน ยอดเขาซึรุมินั้น ตั้งอยู่ในเมืองเบปปุ จังหวัดโออิตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะคิวชูค่ะ เมืองเบปปุ เป็นเมืองที่โด่งดังมากๆ ในเรื่องของบ่อน้ำพุร้อนค่ะ เพราะเป็นเมืองที่มีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเลยนะคะ เพราะคนญี่ปุ่นนิยมแช่นำ้พุร้อนธรรมชาติกันมากเลยทีเดียว วัฒนธรรมแช่น้ำร้อนของคนญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมเพื่อความผ่อนคลาย ช่วยให้หายเหนื่อยล้า สบายตัว ดีต่อสุขภาพ ต่อจากการแช่นำ้พุร้อนแล้ว มาขึ้นกระเช้าไฟฟ้าไปท่องเที่ยวบนยอดเขาซึรุมิกันต่อค่ะ    โดยจะมีจุดขึ้นกระเช้าไฟฟ้าให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปชมวิวธรรมชาติจากความสูง สามารถชมความงดงามของเขาซึรุมิได้ทั้งหมดสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว โดยกระเช้านั้นจะค่อยๆเคลื่อนตัวช้าๆไปสู่ยอดเขา ช่วงกระเช้ากำลังขึ้นสู่ยอดเขาเราก็จะเห็นวิวจากภูเขาลูกอื่นๆด้วย แล้วยังมีอ่าวเบปปุที่สวยงามกว้างขวาง และวิวจากต้นไม้เขียวชะอุ้ม เมื่อเราถึงยอดเขาแล้ว เราก็จะเจอกับศาลเจ้าค่ะ รอบๆศาลเจ้ามีวิวจุดเด่นที่ทุกคนที่ไปจะเก็บภาพวิวแถวนั้นกัน เพราะสวยและมองไปได้ไกลมาก โดยวิวรอบๆก็จะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและฤดูที่ไปด้วยนะคะ    ยอดเขาซึรุมิถื อว่าเป็นยอดเขาที่อยู่ใกล้ตัวเมืองเบปปุมากที่สุดค่ะ ในช่วงหน้าหนาว ยอดเขาซึรุมิเป็นจุดแรกที่หิมะจะตกลงมาค่ะ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หากชาวเมืองเบปปุอยากเล่นหิมะ ก็มักจะพาลูกๆ หลานๆ มาเล่นหิมะกันที่นี่ เป็นที่แรกค่ะ ได้บรรยายหิมะแรก พร้อมท่องวิวสวยๆ เหมาะกับการพาครอบครัวมาพักผ่อน หย่อนใจ ชมธรรมชาติ ได้สร้างกิจกรรมภายในครอบครัวไปในตัวอีกด้วย โดยการขึ้นไปเที่ยวบนยอดเขาซึรุมินี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสูง 1,375 เมตร จากยอดเขามีทิวทัศน์มุมกว้างแบบพาโนราม่าที่น่าตื่นตาตื่นใจแล้ว    ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติแล้ว จึงสามารถพบเห็นดอกไม้และต้นไม้ต่างๆ ได้ทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี สำหรับใครที่ยังไม่มีที่เที่ยวในใจ แอดขอแนะนำยอดเขาซึรุมิ ไว้เป็นอีกหนึ่งที่ ที่คุณมาแล้วจะต้องประทับใจแน่นอนและต้องกลับมาอีกแน่ๆ แต่ที่นี่ก็ยังไม่ได้เปิดให้เข้าชมฟรี ยังคงเก็บค่าบริการตลอดทั้งปี แต่ถ้าเทียบกับราคา และได้ขึ้นกระเช้าไฟฟ้า ถือว่าคุ้มค่ามากๆ ค่าตั๋วผู้ใหญ่ 1,600 เยน ( ที่นี่รับเฉพาะเงินสดเท่านั้นนะคะ ) ราคา ค่าเข้า ค่าขึ้นกระเช้าไฟฟ้า อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย ในแต่ละฤดูกาลราคาจะไม่คงที่ กระเช้าไฟฟ้าจะออกทุกๆ 15 นาที ใช้เวลาบนกระเช้าขึ้นไปบนยอดเขาน่าจะราวๆประมาณ 10 นาทีได้ค่ะ ที่นี่เปิดบริการทุกวันไม่มีวันหยุด เปิดตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. นะคะ การเดินทางวิธีการเดินทาง จากตัวเมืองเบปปุ สามารถเดินทางมาได้โดยการนั่งรถบัสหรือขับรถมาค่ะ จากตัวเมืองเบปปุ หากเดินทางด้วยรถยนต์ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เพื่อมาถึงยังจุดขึ้นกระเช้าค่ะวิธีการเดินทางโดยการนั่งรถบัส Kamenoi Bus จากหน้าสถานี JR Beppu Station (ทางออกฝั่งตะวันตก) โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที

ชี้ทางเที่ยว แนะเที่ยวประเทศญี่ปุ่นตามฤดูกาล

ชี้ทางเที่ยว แนะเที่ยวประเทศญี่ปุ่นตามฤดูกาล

410

   วันนี้แอดจะมาบอกถึงฤดูกาลของประเทศญี่ปุ่น ว่าประเทศญี่ปุ่นเค้ามีกี่ฤดูกาล และแต่ละฤดูกาลแตกต่างกันยังไง การจะไปเที่ยวญี่ปุ่นสิ่งที่ต้องควรรู้คือฤดูกาลและเดือนเวลาของฤดูกาลนั้นว่าฤดูกาลไหนเพื่อที่เราจะได้เตรียมเสื้อผ้าให้ถูกกับฤดูกาลบ้านเขาด้วย การใส่เสื้อผ้าให้ถูกกับฤดูกาลของประเทศญี่ปุ่นนั้นสำคัญมาก หากใส่ผิดอย่างเช่นหน้าร้อน แต่ใส่แขนยาวชุดขน ก็คงจะไม่เหมาะใช่ไหมล่ะ ใช่ว่าต่างประเทศจะมีแต่หิมะและหนาวซะเมื่อไร     ถ้าไม่ศึกษาและเตรียมตัว จะเปลี่ยนปัญหาในภายหลังเมื่อไปเที่ยว แถมยังลำบากในการใช้ชีวิต บางคนอาจจะไปซื้อเอาที่นู้นก็ได้ จะได้ไม่ต้องหิ้วอะไรไปเยอะแยะมากมาย แต่คงไม่มีใครจะไปซื้อที่นู้นได้หมดทุกอย่างหรอกเนาะเพราะมันเสียเวลาหาซื้อ แต่สำหรับคนที่เตรียมไป แต่ถ้าเตรียมไปผิด นอกจากจะได้เสียเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่ ยังต้องหนักหิ้วกระเป๋าสัมภาระที่มีน้ำหนักมากขึ้น เผลอๆอาจจะต้องเสียค่าโหลดกระเป๋ากลับเพิ่ม ยิ่งทำให้เสียเงินหลายต่อเข้าไปอีก มานี่เลย วันนี้แอดจะบอกถึงช่วงเดือนและฤดูกาลให้ฟัง จะได้พร้อมไปเที่ยวอย่างสบายใจ ประเทศญี่ปุ่นนับว่ามีทั้งหมด 4 ฤดูกาลด้วยกัน คือ ฤดูหนาว ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูใบไม้ผลิฤดูหนาว   ญี่ปุ่นจะมีช่วงฤดูหนาวประมาณเดือน -ธันวาคม-มีนาคม เป็นช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นมีอากาศที่หนาวที่สุด ในช่วงนี้อุณหภูมิอาจติดลบ -6° - 20°C นักท่องเที่ยวควรเตรียมเสื้อแขนยาวที่หนา หรือเสื้อขนกันหนาวสำหรับใส่ต่างประเทศให้พร้อมเพื่อการอบอุ่นแก่ร่างกาย และรองเท้าสำหรับเดินบนหิมะ เพราะอาจจะมีหิมะตก และได้ไปเที่ยวสถานที่ที่มีหิมะ ฤดูหนาวเป็นไฮไลท์ของประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวไทยเราชอบหน้าหนาวมาก เพราะอยากเห็นหิมะตกนั่นเอง    สำหรับเมืองและแหล่งท่องเที่ยวใน ฤดูหนาวที่ได้รับความนิยม อาทิเช่น เกาะฮ็อกไก โดซัปโปโร Sapporo , เกาะคิวชูนางาซากิ Nagasaki , เกาะฮอนชู อากิตะ Akita เป็นต้นฤดูร้อน   ช่วงระหว่างเดือน มิถุนายน-สิงหาคม จะเป็นช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นมีความร้อนอยู่ที่อุณหภูมิ 16° - 30°C เสื้อผ้าที่เหมาะสม ไม่ควรหนาเกินไป สามารถใส่สายเดียว เสื้อแขนกุด กางเกงขาสั้นและกระโปรงสั้นได้ตามสบาย เป็นฤดูกาลที่เที่ยวสบายๆ ไม่หนาวจนเกินไป เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยว ที่ไม่สู้อากาศหนาวมากนัก    สำหรับเมืองและแหล่งท่องเที่ยวใน ฤดูร้อน ที่ได้รับความนิยม อาทิเช่น ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ Farm Tomita , วัดเมเกซึอิน Meigetsuin Temple , ทุ่งลาเวนเดอร์ ทะเลสาบคาวากุจิโกะ, ทะเลสาบอาชิ Lake Ashi เป็นต้นฤดูใบไม้ผลิ    ฤดูไบไม้ผลิช่วง เมษายน-พฤษภาคม อุณหภูมิในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะอยู่ที่ 2° - 24°C เสื้อผ้าที่ควรใส่  ควรจะใส่เสื้อผ้าที่มีแขนยาวแต่บางไม่ต้องหนาจนเกินไป แต่ก็ไม่สามารถการันตีได้ เพราะสภาพอากาศบางวันอาจไม่เหมือนกัน ฤดูกาลนี้ยังเป็นฤดูกาลยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวมาก โดยเฉพาะชาวไทยที่นิยมไปกันอย่างมาก เพราะอากศบ้านเรานั้นจะร้อนจัดช่วงนี้ เลยต้องหนีร้อนไปพึ่งหนาวกันส่วนไหญ่   สำหรับเมืองและแหล่งท่องเที่ยวใน ฤดูใบ้ไม้ผลิ ที่ได้รับความนิยม อาทิเช่น สวนอุเอโนะ Ueno Park , เทศกาลฟูจิชิบะซากุระ Fuji Shibazakura Festival , สวนดอกไม้อาชิคางะ Ashikaga Flower Park , ปราสาทฮิโรซากิ Hirosaki Castle เป็นต้นฤดูใบไม้ร่วง   กันยายน-พฤศจิกายน อุณหภูมิในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะอยู่ที่ 7° - 27°C อากาศช่วงนี้ถือว่าหนาวพอสมควร สำหรับคนไทยเรา แต่เป็นหนาวที่เดินสบายๆ เหมาะกับการชมวิวทิวทัศน์จากดอกซากุระเบ่งบานทั่วเมือง เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมมามากที่สุด เสื้อผ้าที่ควรสวมใส่ ต้องสามารถกันหนาวกันลมได้เป็นอย่างดี    สำหรับเมืองและแหล่งท่องเที่ยวใน ฤดูใบไม้ร่วง ที่ได้รับความนิยม อาทิเช่น ทะเลสาบคาวากุจิ Kawaguchiko , ทะเลสาบโทวาดะ Lake Towada , มิคุนิพาส Mikuni Pass , เกาะอิทสึคุชิมะ Itsukushima , วัดบิชามอนโด Bishamon-do Temple    เห็นไหมล่ะว่าถ้าเรารู้จักฤดูกาลของประเทศญี่ปุ่น ว่าแต่ละช่วงเดือน มีอุณหภูมิที่เท่าไหร่กันบ้าง ก็ง่ายต่อการจัดกระเป๋าพร้อมเตรียมตัวออกเดินทาง ไปเที่ยวกันอย่างสบายใจ และเตรียมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกได้อย่างถูกต้อง เช่นถุงมือหมวก รองเท้า หรือสิ่งของอย่างอื่นก็ง่ายขึ้น ขอให้ทุกคนท่องเที่ยวกันอย่างมีความสุขนะคะ

เที่ยวทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita)

เที่ยวทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita)

849

   รู้หรือไหมว่าฮอกไกโด เกาะทางเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น มีสวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุด นั้นก็คือทุ่งลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ เป็นฟาร์มที่ตั้งอยู่ในเมืองนากะฟุราโนะ จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ฟาร์มแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1903 ก่อนที่ในปี 1958 จะได้มีการเริ่มปลูกต้นลาเวนเดอร์เพื่อใช้ทำน้ำมันหอมระเหย โดยมีพื้นที่กว้างกว้างสุดประมาณ 1,400 ไร่ ทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แวะเวียนมาเยี่ยมชมดอกลาเวนเดอร์สีม่วงนี้มากมาย    ตั้งแต่นั้นมาก็ได้เริ่มพัฒนาฟาร์มให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โทมิตะฟาร์มยังมีสวนดอกไม้นานาพรรณอีกมากมาย ไฮไลท์ของทุ่งแห่งนี้ต้องยกให้ ทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วง ที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา สวยงามราวกับความฝัน ในช่วงต้นเดือน-กลางเดือนกรกฎาคม เต็มไปด้วยดอกลาเวนเดอร์สีม่วงสดสวยงามมากค่า ฟาร์มโทมิตะนอกจากทุ่งดอกลาเวนเดอร์แล้ว ยังมีดอกไม้ 7 สีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ดอกไม้ 7 สีได้แก่ สีขาว สีม่วง สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีชมพู และสีเขียว ทอดยาวคล้ายกับสายรุ้ง เรียกว่าทุ่งอิโรโดริ ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเยี่ยมชมทุ่งอิโรโดริแนะนำช่วง เดือนกรกฎาคมค่ะ นอกจากสวนดอกไม้แล้วยังมี แกลลอรี่ เฟลอร์ เป็นพื้นที่จัดแสดงภาพถ่ายของดอกไม้สี่ฤดู สามารถเข้าชมได้ภายในฟาร์ม โดยภายในจะเป็นพื้นที่โล่งกว้างมีภาพถ่ายจากสวนดอกไม้ ติดผนังเรียงรายไว้เยอะแยะมากมาย ให้นักท่องเที่ยวชมกันอย่างเพลิดเพลิน แถมเข้าชมฟรีตลอดทั้งปีไม่มีค่าใช้จ่าย    ฮไลท์อีกอย่างที่ไม่ควรพลาด มาถึงแล้วต้องมาลองชิม ซอฟท์ครีม ไอศกรีมลาเวนเดอร์ ที่ทำมาจากดอกลาเวนเดอร์ มีกลิ่นหอมดอกลาเวนเดอร์รสชาติเข้มข้น นอกจากไอศกรีมแล้วยังมีขนมปังอีกมากมายให้ชิมต้องไปลองนะคะ ภายในฟาร์มยังมีสินค้าอีกมาย จัดเป็นร้านขายสินค้าของฝาก ที่ทำมาจากดอกลาเวนเดอร์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น สบู่ น้ำมันหอมระเหย ดอกไม้อบแห้ง นำ้หอม อาหาร สามารถซื้อกลับไปเป็นของฝากได้เลย ช่วงเวลาที่เหมาะสม    สวน Spring Field จะมีดอกไม้บานสะพรั่ง เช่น ดอกป๊อปปี้ไอซ์แลนด์ ดอกป๊อปปี้ตะวันออก และไม้ยืนต้นอื่นๆ  โดยที่ ช่วงประมาณ เดือน กรกฎาคม จนถึงต้นเดือน สิงหาคม จะเป็นช่วงที่ ดอกลาเวนเดอร์ กำลังบานสะพรั่งเต็มที่เลยค่ะ ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะที่สุดค่ะ   และทุ่งดอกป๊อปปี้สีขาว สีแดง สีชมพูและดอกไม้หลากหลายสีสันที่กระจายอยู่ภายในสวน ซึ่งดอกไม้จะเบ่งบานที่สุดในช่วง ช่วงเดือนกันยายนของทุกปี   สำหรับ ทุ่งดอกทานตะวัน ดอกซัลเวีย และดอกคอสมอส ต่างๆ สามารถรับชมไดตลอดทั้งปีค่ะ หรือทางฟาร์มอาจจะปลูกดอกไม้ใหม่ให้ได้ชมกันอีกมาย สรุปได้ว่าต้องอย่าพลาด ต้องไปให้ได้นะคะวิธีการเดินไปยังฟาร์มโทมิตะ   คุณสามารถนั่งรถไฟ รถบัส หรือขับรถยนต์จากอาซาฮิคะวะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อไปเยือนฟาร์มโทมิตะ หรือจะขับรถยนต์ ซึ่งคือ วิธีที่เรียบง่ายที่สุดในการมุ่งหน้าสู่ฟาร์มโทมิตะ พอมาถึงแล้วก็สามารถ เข้าชมฟรี เปิดตลอด 24 ชั่วโมง    ส่วนร้านค้าภายในฟาร์มเปิด 8:30 - 17:30 น. เที่ยวช่วงไหนดีจะได้ชมสวนเอกไม้อย่างเต็มที่นั่น ก็ต้องบอกว่าตามสมควรช่วงของช่วงเวลาที่เราจะสะดวกได้เลยนะคะ เพราะที่นี่เปิดใหเข้าชมอยู่ตลอดทั้งปี แต่จะมาตรงกับฤดูการไหนมากกว่ากันเท่านั้นเองค่ะ

ทำความรู้จัก ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

ทำความรู้จัก ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

829

   สวัสดีค่ะทุกคนวันนี้แอดจะพามารู้จักกับปราสาทฮิเมจิ หรืออีกชื่อในนามปราสาทนกกระสาขาวนั้นเอง ปราสาทฮิเมจิ คือ ปราสาทที่ตั้งอยู่ในเมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโกะ ปราสาทฮิเมจิเป็นปราสาทเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น เป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่แห่งหนึ่งที่รอดพ้นจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ฮันชิงจากปี พ.ศ 2538 ยังถูกยกให้เป็นมรดกโลก และเป็นมรดกโลกชิ้นแรกของญี่ปุ่นอีกด้วย ปราสาทฮิเมจิมีความเก่าแก่กว่า 600 ปี ยังมีป้อมปราการชุดแรกสร้างขึ้นในช่วงยุค 1400 เนื่องจากที่นี่ได้รับเลือกให้เป็นจุดยุทธศาสตร์เพื่อใช้ป้องกันทิศตะวันตกของเมืองเกียวโต กลุ่มปราสาทในปัจจุบันสร้างเสร็จในปีพ.ศ. 2452 ภายใต้การควบคุมดูแลของขุนนางไดเมียวที่ชื่อ อิเคดะ เทรุมาซะ    ปราสาทแห่งนี้ประกอบด้วยอาคารมากกว่า 80 หลังเชื่อมต่อกันด้วยเส้นทางต่างๆ ที่คดเคี้ยวเหมือนเขาวงกต และประตูโอเตะมงเป็นประตูหลักของปราสาทฮิเมจิ จากประตูนี้คุณสามารถเข้าไปยังพื้นที่ของปราสาทที่เปิดให้เข้าได้ฟรีบางส่วน อย่างตรงกำแพงชั้นนอกลำดับที่สาม หรือที่เรียกว่า ซันโนะมารุ พื้นที่ส่วนนี้ของปราสาทมีสนามหญ้ากว้างที่เต็มไปด้วยต้นซากุระจำนวนมาก ซึ่งเป็นสถานที่ยอดนิยมในการปิกนิกชมดอกซากุระ เมื่อเดินผ่านประตูฮิชิเข้าไปก็จะเป็นส่วนที่ต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าชมปราสาท หลังจากที่ซื้อตั๋วจากบูธขายตั๋วใกล้กับประตู ราคาค่าตั๋ว 1,000 เยน ผู้มาเยี่ยมชมก็สามารถเดินเข้าตามทางแคบๆ ของปราสาทชั้นใน ไปยังอาคารหลักสูงหกชั้นได้    คุณสามารถเดินขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดของปราสาทได้ ยิ่งคุณเดินขึ้นไป แต่ละชั้นก็จะยิ่งแคบลงเรื่อยๆ ซึ่งนอกจากป้ายคำอธิบายลักษณะทางสถาปัตยกรรมและประโยชน์ในการป้องกันภัยที่สำคัญของปราสาทแล้ว ภายในก็ไม่ได้ประดับตกแต่งอะไรมาก ที่ชั้นบนสุดของปราสาทเป็นศาลเจ้าเล็กๆ และจุดชมวิวทิวทัศน์ให้ผู้มาเยี่ยมชมได้ทอดสายตามองปราสาทฮิเมจิและเมืองที่อยู่ด้านนอก นอกจากนี้คุณยังสามารถเดินไปยังกำแพงทางทิศตะวันตก หรือนิชิโนะมารุที่อยู่ภายในพื้นที่ที่ต้องจ่ายค่าเข้าของปราสาทได้    โดยพื้นที่นี้มีทิวทัศน์ที่งดงามของอาคารหลักของปราสาท และในบริเวณปราสาทมีต้นซากุระเรียงรายมากกว่า 1,000 ต้น คุณสามารถชมดอกซากุระจากพื้นที่รอบนอกได้ฟรี แต่ถ้าต้องการชมดอกไม้ตรงพื้นที่ด้านในปราสาทจะต้องเสียค่าเข้าชม และปฏิเสธไม่ได้ว่าปราสาทแห่งนี้จะงดงามที่สุดในฤดูซากุระผลิบาน ซึ่งเป็นช่วงที่ปราสาทมีคนพลุกพล่านมากที่สุด ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนเดินทางมายังปราสาทแห่งนี้ เพื่อปิกนิกและถ่ายรูปดอกซากุระผลิบาน หากคุณไม่ชอบคนพลุ่กพล่าน และอยากชมปราสาทอย่างเงียบ ๆ ก็แนะนำให้หลีกเลี่ยงหน้าซากุระ อาจจะมีการจำกัดจำนวนตั๋วเข้าชมอาคารหลักของปราสาทด้วยในช่วงซากุระบาน การเดินทาง   การเดินทางจากเมืองฮิเมจิไปประสาทฮิเมจิ เดินทางโดยรถบัสหลังจากถึงสถานี Sanyo Himeji Station เราสามารถเดินเท้าไปยังปราสาทฮิเมจิได้เลย โดยใช้เวลาราวๆ 20 นาที เวลาปิด-เปิด เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 ประตูปิด 16.00 อัตราค่าเข้าชม ค่าเข้าชมภายในตัวปราสาทสำหรับผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปราคาจะอยู่ที่ 1000 เยน ราคานักเรียนจะอยู่ที่ 300 เยน

ทำของหายที่ญี่ปุ่น ต้องทำอย่างไร?

ทำของหายที่ญี่ปุ่น ต้องทำอย่างไร?

584

   สวัสดีค่ะ ทุกคน ไปเที่ยวไกลถึงญี่ปุ่นใครจะไปอยากทำของหายกันล่ะเนาะ ไปญี่ปุ่นทั้งทีก็อยากไปเที่ยวอย่างสบายใจ เพราะญี่ปุ่นเป็นเมืองที่มีเสน่ห์อันงดงาม เป็นประเทศในฝันของใครหลายๆคนที่อยากมาเยือนประเทศแห่งนี้ เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่า มีสถานที่เที่ยวที่สวยที่สุด และวัฒนธรรมด้านอาหารที่อร่อยโด่งดังไปทั่วโลก รอคอยเราไปสัมผัสอีกตั้งมากมาย แต่กลับต้องมาวุ่นวายเสียเวลา เพราะทำของหาย ยิ่งถ้าของสิ่งนั้นมีความจำเป็นกับเรามากๆ เช่นเงินที่มากพอสมควรหรือพาสปอร์ต ก็ว้าวุ่นกันเลยทีเดียว เพราะไม่ว่ายังไงก็ต้องตามหาให้เจอให้ได้ ไม่อย่างนั้นหมดสนุกอย่างแน่นอน แต่มันก็เผลอลืมหรือทำหายไปแล้วจริงๆจะทำยังไงได้ เราก็ต้องมาหาวิธีแก้ไขกันต่อไป    สถานที่ยอดฮิตที่คนมักทำของหาย ร้านอาหาร รถไฟ รถบัส รถแท็กซี่ กว่าจะนึกขึ้นได้ก็อยู่อีกสถานที่แล้ว หรือรถโดยสารไปไกลแล้ว แถมสถานที่เมืองชุมชนต่างๆ มันสลับซับซ้อนมากทำใจเราว้าวุ่นเลยทีเดียว ซึ่งเราไม่คุ้นเคยเลยเพราะมันคือต่างประเทศ เราจะทำยังไงดี สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือใครได้บ้าง วันนี้แอดจะมาบอกวิธีตามหาของที่เราลืมหรือทำหาย กันอย่างผู้มีประสบการณ์ค่ะตั้งสติและทบทวนตัวเองจงมีสติ    สติสำคัญที่สุด คุณต้องตั้งสติไล่เรียงเหตุการณ์ให้ดี ว่าเราเอากระเป๋าหรือของสำคัญนั้นวางไว้ตรงไหน ลืมไว้บนรถแท็กซี่ไหม รถไฟไหม ให้ค่อยๆนึกตามไปทีละจุด ถ้ายังหาไม่เจอจริงๆ งั้นลองขอความช่วยเหลือจากผู้คน ที่อยู่ในร้านอาหาร หรือสถานที่เที่ยว ที่เราไปว่าเค้ามีพนักงานหรือเจ้าหน้าที่อยู่ไหม เพื่อติดต่อสอบถาม และเราต้องบอกลักษณะถุงและกระเป๋าให้อย่างชัดเจนเพื่อจะได้รับความช่วยเหลือต่อไป แต่ถ้ายังไม่มีใครเจอจริงๆนี่คือที่พึ่งสุดท้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจเลยขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง หรือ เจ้าหน้าที่    แม้ญี่ปุ่นจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยและซื่อสัตย์อย่างมาก แต่เวลาเกิดเหตุการณ์ของหาย ขอให้นึกถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ก่อนเลย เมื่อคุณเข้าไปติดต่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับของที่ทำหายไป เช่น หายที่ไหน เวลากี่โมง ยี่ห้อ ขนาด สี รวมถึงเบอร์โทรศัพท์และโรงแรมที่พัก เพื่อติดต่อกลับไปหากมีคนเจอของและเก็บมาส่ง แต่กรณีที่คุณไม่มีเบอร์โทรศัพท์ในญี่ปุ่น คุณสามารถจะกลับไปที่สถานีตำรวจในวันถัดไปหรือหลังจากนั้นอีก 2-3 วัน    ดังนั้น คุณต้องตอบคำถามเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจนและครบถ้วน แน่ใจว่าตำรวจจะตามสิ่งของให้เราจนเจออย่างแน่นอน ไม่ว่าจะบนแท็กซี่หรือรถไฟต่างๆ ส่วนมากจะเจอนะ ถ้าไม่ถึงกับดวงซวยจริงๆ พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก อย่างนั้นคงต้องทำใจ ถ้าเป็นของสำคัญอย่างพาสปอร์ต ก็สามารถปรึกษาตำรวจขอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป เพราะพาสปอร์ตสำคัญมากในการใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น    จำไว้นะคะว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เกินที่เราจะจัดการแก้ไขเองได้แล้ว ควรนึกถึงตำรวจเลยค่ะ เพราะเป็นการแก้ปัญหาและที่พึ่งที่ดีที่สุดแล้วค่ะ และก็ไม่ต้องตกอกตกใจขวัญเสียกันไปนะคะ ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอ ขอเพียงแค่ทุกคนมีสติ แค่นี้เราก็จะสามารถผ่านอุปสรรคต่างๆได้อย่างราบรื่น ขอให้ทุกคนเที่ยวญี่ปุ่นกันอย่างมีความสุขนะคะ

ตลาดคุโรมง (kuromon market) ตลาดโอซาก้า

ตลาดคุโรมง (kuromon market) ตลาดโอซาก้า

992

    วันนี้แอดจะพามาตะลุยตลาดคุโรมง หาของกินอร่อยๆ แจกพิกัดตลาดดังและร้านอาหารยอดฮิตที่คนไทยนิยมไปกันเป็นส่วนมาก นั้นคือ ตลาดคุโรมง (kuromon market) ที่คนไทยหลายคนเรียกว่า ตลาดปลาโอซาก้านั้นเอง เป็นตลาดที่มีของขายมากกว่าเรื่องของปลา เพราะนอกจากจะเด่นเรื่องปลาแล้วยังมีอาหารทะเลอีกมากมาย เป็นแหล่งรวมวัตถุดิบชั้นเลิศจนได้รับฉายา    ครัวของโอซาก้าเปรียบเสมือนห้องครัวหรือตู้เย็นที่มีวัตถุดิบทุกอย่างที่รวมกันอยู่ที่ตลาดแห่งนี้ นอกจากร้านขายอาหารทะเลสดแล้ว ยังมีร้านอาหารอร่อยให้น่าลิ้มลอง ตลาดแห่งนี้เป็นที่ยอดฮิตของชาวนักกินมากมาย นักชิมที่ชอบลองอาหารใหม่ๆ ที่นี้มีเมนูอาหารวัตถุดิบจากท้องทะเลมากมากกว่า 100+ รายการ มีร้านสตรีทฟู๊ด เยอะแยะเรียงรายเป็นแถวให้เลือกมากกว่า 100+ ร้านเช่นกัน  และร้านขายของทะเลสดมากกว่า 200+ ร้านเลยทีเดียว    ตลาดคุโรมงแห่งนี้ ตั้งอยู่ในย่านมินามิ อนูใจกลางโอซาก้า ตลาดปลาโอซาก้าแห่งนี้ที่มีความเป็นมาอย่างยาวนาน เป็นตลาดเก่าแก่เป็นอันดับต้นๆ แห่งหนึ่ง สัญลักษณ์ที่ทำให้หลายๆ คนจำที่นี่ได้คือใต้หลังคาของตลาดจะมีสัตว์ทะเล อาทิ ปลาหมึก ปลา ปู อวดโฉม คอนเฟิร์มความเป็นตลาดปลาโอซาก้าได้เป็นอย่างดี นอกจากร้านสตรีฟู้ดที่แสนอร่อยจะเยอะแล้ว ราคาอาหารทะเลที่นี้ก็ดีงามจนพูดกันปากต่อปาก ถึงกับว่าถ้าบ้านไหนอยากกินอาหารทะเลหรือมีการเลี้ยงจัดสรร หรืออยากทำอาหารทะเลกินกันภายในครอบครัว ก็ต้องนึกถึงตลาดคุโรมงแห่งนี้เป็นที่แรกแน่นอน   นอกจากเด่นในเรื่องอาหารทะเลแล้ว ตลาดแห่งนี้ยังมีร้านขายเต้าหู้ยอดฮิตที่ใครไปตลาดแห่งนี้ต้องไม่พลาด Takahashi Shokuhin คือร้านขายเต้าหู้เก่าแก่ที่ดำเนินกิจการมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเต้าหู้และถั่วเหลืองเลยก็ว่าได้ นอกจากเต้าหู้สดรสชาติดี ร้านนี้ยังมีเมนูเด็ด ไม่ว่าจะเป็นเต้าหู้หอดหลากรส เมนูเต้าหู้ หรือทีเด็ดอย่างนมถั่วเหลืองโฮมเมดที่อร่อย เข้มข้นสุดๆ และคุโรมงแห่งนี้ก็ยังมีร้านอาหารประเภทอื่นเช่นร้าน Nikuhoshi เนี่ยถือว่าเป็นร้านเนื้อที่มีเนื้อให้เลือกหลายเกรด มีเมนูหลากหลาย นั่งกินในร้านได้ชิลล์ๆ จะกินเนื้อย่างแบบเป็นไม้ สเต็ก หรือเมนูไหน ระดับเนื้อ A4 หรือ A5 ก็มีให้เลือก    ภายในตลาดแห่งมีร้านขายของฝากเยอะมาก อย่าลืมแวะซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วยนะคะ ตลาดคุโรมงแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นแหล่งช้อป แหล่งกินฟินๆ ของโอซาก้ากันเลยทีเดียว บางคนถึงกับให้คำนิยามว่า มาญี่ปุ่นทั้งทีไม่มาที่นี่ ถือว่ามาไม่ถึง และหากใครไปเที่ยวโอซาก้าแล้วอยากกินอาหารทะเลต้องห้ามพลาดที่ตลาดแห่งนี้เลย อาหารทะเลสดไหม่ทุกวันสามารถนั่งทาน ยืนทานกันแบบสดๆได้เลย มีพ่อค้าแม่ค้าค่อยให้บริการ และคนญี่ปุ่นใจดีกันมากๆค่ะ รับรองติดใจจนอยากย้ายบ้านไปอยู่ใกล้ๆเลยค่ะ ผู้คนคึกคักทุกวัน เป็นกันเอง ตลาดก็เปิดทุกวันเช่นกัน ลองมาเที่ยวกันดูนะคะ การเดินทาง   สำหรับการเดินทางมาที่ตลาดแห่งนี้นั้นมีความสะดวกสบายมากๆ มีสถานีรถไฟอยู่ใกล้ตลาดที่ใกล้ที่สุดคือ สถานี Nippombashi (รถไฟ Osaka Metro Sennichimae Line) โดยใช้ทางออกที่ 10 แล้วเดินต่อเดินอีกเพียง 5 นาทีก็ถึงตลาดแล้วค่ะ 

งานเทศกาลสำคัญและน่าสนใจของประเทศญี่ปุ่น

งานเทศกาลสำคัญและน่าสนใจของประเทศญี่ปุ่น

719

   ประเทศญี่ปุ่นถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่นักท่องเที่ยว ต่างหลงใหลไปชมความสวยงามตามสถานที่ และท่องเที่ยวตามเทศกาลต่างๆของทางญี่ปุ่นที่ได้จัดขึ้น และแต่ละเทศกาลก็มีจุดสำคัญและไฮไลท์แตกต่างกันไป ประเทศญี่ปุ่นนั้น ถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่จัดกิจกรรมและเทศกาลมากเป็นอันดับต้นๆ ในตลอดทั้งปี แทบจะไม่ว่างเว้น เราจึงสามารถไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นได้ตลอดไม่ว่าจะฤดูไหนๆ คำว่าเทศกาลของชาวญี่ปุ่นนั้น คือ การเดินตามรอยเทศกาลโบราณที่มีมานาเป็นการสืบทอดต่อๆกันมา เทศกาลนูมาตะ    ในช่วงนูมาตะอันมีสีสันที่จัดเป็นเวลา 3 วันนี้ ผู้หญิงหลายร้อยคนจะแบกศาลเจ้าเคลื่อนที่ ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นไปทั่วเมือง ซึ่งศาลเจ้านี้เรียกว่า “ไดเท็งงุมิโคชิ” มีลักษณะเป็นหน้ากากเท็งงุ ภูตจมูกยาวผิวสีแดงก่ำ เท็งงุเป็นภูตทรงพลังที่คอยปกปักรักษาซึ่งเชื่อกันว่าช่วยขับไล่วิญญาณร้ายและนำพาโชคดีมาให้ ศาลเจ้าเคลื่อนที่ขนาดเล็กที่เรียกว่ามิโคชิอีกประมาณ 30 ถึง 40 แท่นก็จะแห่ไปตามท้องถนนเช่นกัน มีการประโคมเสียงเพลงเฉลิมฉลองแบบดั้งเดิมไปทั่วเมือง ช่วยเพิ่มความครึกครื้นให้กับเทศกาล ทุกปีจะมีผู้คนมาที่นูมาตะราว 200,000 คนเพื่อเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองนี้เทศกาลโอจิมะ เนปุตะ   ขบวนแห่ประดับไฟและตกแต่งอย่างประณีตงดงามซึ่งเรียกว่า เนปุตะ นี้จะเคลื่อนผ่านโอตะตลอดสองวันที่จัดงาน เทศกาลโอจิมะ เนปุตะ รถแห่รูปทรงคล้ายพัดกว่า 10 คัน ซึ่งบางคันสูงกว่า 7 เมตรนี้จะแห่ไปทั่วเมืองขณะที่มีการตีกลองและฝูงชนขับร้องบทเพลง กลองสไตล์ดั้งเดิมบางตัวมีความสูงกว่า 3 เมตร เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่ค่อนข้างใหม่ในกุนมะ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1986 กุนมะได้รับประเพณีนี้มาจากเมืองฮิโรซากิในจังหวัดอาโอโมริ ในครั้งที่เมืองฮิโรซากิสร้างความสัมพันธ์แบบเมืองพี่เมืองน้องกับเมืองโอจิมะ (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของโอตะ) ทุกปีจะมีผู้มาเยือนในพื้นที่ประมาณ 160,000 คนเพื่อชมขบวนแห่นี้เทศกาลมาเอะบาชิ ฮัตสึอิจิ   ตุ๊กตาดารุมะซึ่งเป็นที่นิยมทั่วประเทศญี่ปุ่นและเชื่อว่านำโชคมาให้นี้มีต้นกำเนิดที่กุนมะ ผู้คนจะขอพรจากตุ๊กตานี้เป็นประเพณีสืบต่อกันมา และจะนำมาเผาในช่วงปีใหม่เพื่อแสดงความขอบคุณต่อตุ๊กตาที่ช่วยนำพาโชคลาภมาให้ในปีที่ผ่าน เทศกาลมาเอะบาชิ ฮัตสึอิจิ มาอันแสนคึกคักที่มีมาตั้งแต่ราวทศวรรษ 1600 จะให้คุณได้เห็น ตุ๊กตาดารุมะ จำนวนหลายพันตัวถูกเผาในกองไฟ รวมถึงมีขบวนแห่พร้อมนักเต้นระบำและศาลเจ้าเคลื่อนที่ แผงขายอาหาร พืชพรรณ และเครื่องรางต่าง ๆ ด้วย เทศกาลคิริว ยางิบุชิ   ทั้งกลางวันและกลางคืน ผู้เข้าร่วม เทศกาลคิริว ยางิบุชิ จะเดินไปตามถนนเพื่อแสดงการเต้นรำประกอบจังหวะการตีกลอง งานในตอนเย็นเป็นงานที่ทุกคนรอคอยมากที่สุดเมื่อมีการจุดโคมไฟบนแท่นสูงตระหง่านให้ความสว่างไสวไปทั่วบริเวณงาน กิจกรรมน่าดึงดูดอื่น ๆ ได้แก่ ศาลเจ้าเคลื่อนที่ที่เคลื่อนตัวไปตามถนนและขบวนแห่เครื่องแต่งกายสีสันสดใส   ซึ้งแต่ละเทศกาลก็จะมีสีสันและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป นี่เป็นเพียงตัวอย่างเทศกาลดัง ที่แอดยกตัวอย่างมาให้ชมกันคร่าวๆ พอหอมปากหอมคอ จริงๆแล้วเทศกาลของญี่ปุ่นนั้นมีเยอะแยะมากมายไว้เดี๋ยวแอดจะมาลงอัพเดทเทศกาลต่างๆให้ชมใหม่ในครั้งหน้านะคะ

คลองโอตารุ (Otaru Canal) แห่งฮอกไกโด

คลองโอตารุ (Otaru Canal) แห่งฮอกไกโด

483

   คลองโอตารุ นับว่าเป็นคลองที่มีประวัติยาวนานของเมืองโอตารุ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1923 เป็นเมืองที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนอีกเมืองหนึ่ง ใครจะมาที่นี่แนะนำว่าให้มาฤดูหนาวนะคะ เพราะในช่วงหน้าหนาวอากาศบนเกาะฮอกไกโดอุณหภูมิจะติดลบ มองไปทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยหิมะสีขาวสุดแสนโรแมนติก ส่วนคลองโอตารุ (Otaru Canal) มีแม่น้ำโค้งเลียบอ่าวที่ไหลผ่านใจกลางเมืองเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดตอนนี้    สมัยก่อนเคยเป็นเมืองท่าที่ใช้สำหรับขนถ่ายสินค้าไปยังคลังสินค้าตามแนวคลอง ปัจจุบันคลองนี้ได้ถูกปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ไม่ได้ใช้ส่งสินค้าแล้ว ครองโอตารุแห่งนี้ มีร้านค้า และร้านขายอาหารด้วย ในช่วงกลางวันจะมีศิลปินมาแสดงผลงานศิลปะต่างๆให้ชมกัน ส่วนตอนกลางคืนจะมีการจุดตะเกียงประดับไฟ สร้างบรรยากาศแสนโรแมนติก บริเวณริมคลองนี้ในช่วงฤดูหนาวมีการจัดงานเทศกาลโอตารุ สโนว์สตอรี่ (Otaru Snow Story) เป็นงานที่แต่งแต้มสีสันให้กับทิวทัศน์ โดยจะมีการประดับไฟสวยงาม ส่องประกายระยิบระยับท่ามกลางหิมะสีขาว    ทุกปีในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ใครที่มาเที่ยวหน้าหนาวต้องชอบมากแน่ๆ บรรยากาศหิมะตกหนายาวตามลำคลอง เข้ากับสถานที่มากๆ ฤดูอื่นสีสันก็ไม่แพ้กันนะคะ สวยสะกดทุกฤดูกาลจริงๆ ถือได้ว่าเป็นแลนด์มาร์กดังที่คนไทยและต่างชาตินิยมมากัน แนะนำมาตอนกลางคืนยิ่งสวย เพราะจะมีการเปิดโคมไฟก๊าซโบราณ ทำให้บรรยากาศริมคลองโรแมนติกขึ้น เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์เลยทีเดียวค่ะ ในยามค่ำคืนจะมีผู้คนมาเดินเล่นเยอะเป็นพิเศษ      สถานที่แห่งนี้เที่ยวชมฟรี 24 ชั่วโมง เปิดให้บริการทุกวัน ในช่วงวันหยุดคนจะเยอะหน่อย และบางทีวันหยุดสุดสัปดาห์ก็อาจจะมีนักดนตรีมาบรรเลงเพลงโชว์ผลงานให้แก่นักท่องเที่ยวได้ชมกันเพลิดเพลิน บรรยากาศดี อาหารอร่อย และบริเวณใกล้เคียง ยังมีตลาดสดที่มีอาหารทะเลสดมากมายให้ไปลิ้มลอง เพราะว่าโอตารุเขาขึ้นชื่อเสียงด้านของทะเลสด เพราะอยู่ติดทะเล และด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นทำให้พวกอาหารทะเลมีความสดใหม่เป็นพิเศษ และมีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา ของเขาขึ้นมาสดๆจากทะเลอยู่แล้ว ภายในตลาดยังมีร้านขายอาหารตามสั่ง หรือทำให้กินกันสดๆ เลือกวัตถุดิบแล้วให้ร้านค้าทำให้นั้นเอง แต่เมนูยอดฮิตส่วนมากจะเป็นจำพวกซาชิมิของสด ส่วนราคาก็ดีงามเริ่มต้นแค่ 700 บาทไทยเท่านั้นเอง แต่ต้องมีความอดทนรอคิวหน่อยนะคะ เพราะว่าคนเยอะมาก แทบทุกร้าน แต่ก็ต้องจำยอมเพราะของเขาดีจริงๆ บอกเลยว่าอาหารแต่ละอย่างคุ้มค่ากับการรอคอยอย่างแน่นอน    เรียกได้ว่าไปที่ๆเดียวแต่ได้เที่ยวทั้งบรรยากาศและกินอาหารทะเลสดอร่อยๆ ถือว่าคุ้มค่ากับการมาเยือนแน่นอน สถานที่เที่ยวใกล้เคียงแอดขอแนะนำ พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีโอตารุ (Otaru Music Box Museum) ตั้งอยู่ภายในอาคารโบราณของเมืองโอตารุซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1912 ด้านหน้าอาคารจะมีนาฬิกาขนาดใหญ่ ที่รัฐบาลแคนาดามอบให้เป็นของขวัญแก่ประเทศญี่ปุ่นตั้งตระหง่านอยู่ ส่วนภายในอาคารนั้นเป็นห้องโถงใหญ่ที่มีความสูงถึง 9 เมตร    นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีกล่องดนตรีหลากหลายรูปแบบให้เลือกซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึก หรือเป็นของฝากให้กับคนพิเศษของคุณได้ด้วย และเมื่อมาถุงโอตารุทั้งทีอย่าลืมแวะไปทานซูชิร้านนี้กันนะคะ โอตารุนั้นขึ้นชื่อเรื่องซูชิเป็นอย่างมาก ถ้ามาที่นี่ทั้งทีก็ต้องไม่พลาดซูชิร้านดังระดับ Michelin Star 1 ดาว และยังติด 1 ใน Top ร้านซูชิแนะนำในโอตารุ อย่างร้านอิเซซูชิ (Isezushi) ด้วยคุณภาพของวัตถุดิบที่สดใหม่ และเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล บวกกับความพิถีพิถันของเชฟ ทำให้ซูชิที่นี่พิเศษเป็นอย่างมาก ที่สำคัญร้านนี้ยังมีซูชิบางหน้าที่หาทานยากในเมืองไทยอีกด้วย ขอแนะนำว่าให้โทรจองล่วงหน้า เพราะถ้ามาต่อคิวที่หน้าร้านอาจจะต้องรอคิวนานพอสมควร มาเที่ยวครองโอตารุหนึ่งที่ ได้เที่ยวใกล้ๆอีกหลายที่ใกล้เคียง คุ้มค่ากับการมาเยือนแล้วค่ะ

รวม 10 อาหารญี่ปุ่นชื่อดัง ไปเยือนญี่ปุ่นต้องได้ไปกิน

รวม 10 อาหารญี่ปุ่นชื่อดัง ไปเยือนญี่ปุ่นต้องได้ไปกิน

854

   บินลัดท้องฟ้ามาไกลถึงประเทศญี่ปุ่น ก็ต้องมากินอาหารญี่ปุ่น เปลี่ยนบรรยากาศ ชวนลิ้มลอง อาหารของประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้ว บอกเลยว่าอาหารของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีเสน่ห์มาก ไม่ว่าจะเป็นรสชาติที่ลงตัว และหน้าตาของอาหารที่สวยงาม สดสะอาด เป็นเอกลักษณ์ แล้วยังมีอาหารหลากหลายอย่าง ที่ชวนให้นักกินทั่วโลกมารวมตัวกันที่นี่ วันนี้แอดจะมาแนะนำ 10 อาหารดัง 10 อาหารยอดฮิตที่ใครๆ ไปถึงญี่ปุ่นก็ต้องหากินแน่นอน รวมถึงตัวแอดเองด้วย ใครที่นึกไม่ออกว่าไปถึงญี่ปุ่นแล้วจะกินอะไร วันนี้แอดมีมาเสนอ ลองมาดูกันเลย อย่างแรก ก็ต้องยกให้ซาชิมิ    ซาซิมิเป็นอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก โดยเฉพาะชาวไทยเราที่ชื่นชอบและหลงไหลมาจากค่านิยมของการกิบแบบคนญี่ปุ่น ซาซิมิ เป็นเมนูง่ายๆ มักจะเน้นความสดไหม่ของวัตถุดิบเป็นส่วนไหญ่  ซึ้งประกอบด้วยปลาดิบหรืออาหารทะเลหั่นบาง ๆ โดยทั่วไปจะเสิร์ฟเป็นอาหารรสเลิศ และขึ้นชื่อเรื่องความสดสะอาด ทาน คู่กับซอส เช่น โชยุและวาซาบิ หรืออาจจัดเป็นส่วนหนึ่งของซูชิจานใหญ่ก็ได้ ราเมง   ราเมงเป็นอาหารญี่ปุ่นที่มีน้ำซุปและเส้นเป็นส่วนประกอบหลัก เป็นอาหาร comfort food ที่ได้รับความนิยมและเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติที่เข้มข้นและรูปแบบที่หลากหลาย ปัจจุบันราเมงได้รับความนิยมในการรับประทานกันอย่างแพร่หลายโลก และถือเป็นอีกหนึ่งเมนูที่คนไทยนิยมเป็นอย่างมากอุด้ง   เป็นอาหารประเภทเส้นยอดนิยมอีกประเภทหนึ่งในญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจากราเมน เส้นอุด้งนั้นหนาและเหนียวกว่าเส้นราเมง ทำจากแป้งสาลี น้ำ และบางครั้งก็ใส่เกลือเล็กน้อย เส้นอุด้งมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มลื่นเล็กน้อยซึ่งทำให้เส้นอุด้งแตกต่างจากเส้นประเภทอื่นๆ ให้เนื้อสัมผัสที่ละมุนละไม้คล้ายคลึ่งกับขนมจีนบ้านเรา ชาวญี่ปุ่นมักชอบทานกันในช่วงเทศกาลต่างๆ หรือเป็นสำหรับต้อนรับแขกดีๆในนั่นเองเทมปุระ   เทมปุระเป็น อาหารญี่ปุ่นยอดนิยม เป็นเมนูแปลกอีกเมนูหนึ่ง ที่มีเรื่องเล่ามาจากชาวกลุ่มน้อยของญี่ปุ่นว่า เมนูได้รับการพัฒนาผีมือมากจากชาวสวนผักของญี่ปุ่น ที่ต้องการถนนมอาหารและปรับแต่งเมนูอาหารจากผักจำนวนมากของพวกเขา จึงนำพวกมันมาทอดรวมกัน ประกอบด้วยอาหารทะเล ผัก หรือส่วนผสมอื่นๆ ชุบแป้งทอด ต้องลองนะคะ เป็นของทอดที่จริงใจและอร่อยสุดๆยากิโทริ   ยากิโทริเป็น อาหารญี่ปุ่นยอดนิยม เป็นเมนูอาหารง่ายๆ แต่มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และเฉพาะตัวมากๆ ยาทากิ ประกอบด้วยชิ้นไก่หมักซอลญี่ปุ่น ผ่านกระบวนการหมักและกรรมวิธีจนได้ที่แล้ว จึงนำเสียบไม้และย่าง มักเสิร์ฟเป็นของคาว ขนาดพอดีคำ ยากิโทริ มีขายทั้งในร้านอาหาร และตามถนนคนเดินของญี่ปุ่น โอโคโนมิยากิ    โอโคโนมิยากิเป็นแพนเค้กญี่ปุ่นที่มักเรียกกันว่า  พิซซ่าญี่ปุ่น โอโคโนมิยากิโดยทั่วไปประกอบด้วยแป้งที่ทำจากแป้ง ไข่ กะหล่ำปลีฝอย และส่วนผสมอื่นๆ จากนั้นนำส่วนผสมนี้ไปปรุงบนตะแกรงหรือกระทะร้อน จนได้แพนเค้กหนานุ่มน่ารับประทาน ไส้และท็อปปิ้งอาจแตกต่างกันไป และมักจะทำให้โอโคโนมิยากิแต่ละอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกิวคัตสึ   กิวคัตสึเป็น อาหารญี่ปุ่นยอดนิยม ที่ประกอบด้วยเนื้อชุบเกล็ดขนมปังทอด อาหารจานนี้ทำโดยนำเนื้อมาชุบแป้ง ไข่ และเกล็ดขนมปัง ปังโกะ เกล็ดขนมปังสไตล์ญี่ปุ่น เกล็ดขนมปังของ Panko สร้างเนื้อสัมผัสที่เบาและกรอบเมื่อทอด ในขณะที่แป้งและไข่ช่วยให้เกล็ดขนมปังติดกับเนื้อ จากนั้นนำเนื้อชุบเกล็ดขนมปังทอดจนเหลืองกรอบด้านนอกในขณะที่ยังคงความนุ่มด้านในสุกี้ยากิ   สุกี้ยากี้เป็นอาหารประเภทหม้อไฟยอดนิยมของญี่ปุ่นที่มีเนื้อสไลด์บาง ผัก และส่วนผสมอื่นๆ ปรุงในน้ำซุปที่มีรสชาติเข้มข้นจากถั่วเหลืองหรือโชยุเป็นส่วนประกอบหลัก  เป็นอาหารที่รับประทานกันในงานเลี้ยงสังสรรค์ โดยผู้รับประทานอาหารจะปรุงส่วนผสมที่โต๊ะโดยใช้เตาแบบพกพาหรือหม้อไฟในตัวทาโกยากิทาโกะยากิเป็นอาหาร Street Food อาหารทานเล่นยอดนิยมของญี่ปุ่นที่มีต้นกำเนิดในโอซาก้า เป็นของว่างทรงกลมที่ทำจากแป้ง น้ำ ไข่ และส่วนผสมอื่นๆ สอดไส้ด้วยปลาหมึกหั่นเต๋า (ทาโกะ) เศษเทมปุระ ต้นหอม และขิงดอง ส่วนผสมนี้ปรุงในกระทะทาโกะยากิแบบพิเศษพร้อมแม่พิมพ์ครึ่งทรงกลม สร้างรูปทรงที่โดดเด่นข้าวหน้าเนื้อ   ข้าวหน้าเนื้อ เป็นอีกเมนูหนึ่งนะคะที่มีคนไทยจำนวนมากนิยมทาน นอกจากรสชาติดี ทำงานแล้ว ยังมีขายให้คนไทยได้ทานกันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะที่ญี่ปุ่นเองหรือที่ไทยเราก็ตาม อาหารญี่ปุ่นยอดนิยม ข้าวหน้าเนื้อ ประกอบด้วยเนื้อวากิวสไลซ์บาง ๆ  ปรุงกับหัวหอม น้ำมันงาและเสิร์ฟบนชามข้าวสวย ราดซอส และโรยงา กินคู่กับเครื่องเคียง มูนูนี้ต้องลองไปทานที่ญี่ปุนให้ได้ค่ะโซบะ  โซบะเป็นบะหมี่ญี่ปุ่นประเภทหนึ่งที่ทำจากแป้งโซบะ buckwheat เป็นส่วนผสมที่หลากหลายและเป็นที่นิยมในอาหารญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักเพราะมีรสชาติที่โดดเด่นและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เส้นโซบะมีลักษณะบางและยาว คล้ายกับสปาเก็ตตี้ และสามารถเสิร์ฟในอาหารได้หลากหลายข้าวหน้าปลาไหล   ข้าวหน้าปลาไหล เป็นอาหารญี่ปุ่นที่มีปลาไหลย่าง unagi ราดด้วยซอสหวานและเค็ม เสิร์ฟบนชาม เป็น อาหารญี่ปุ่นยอดนิยม ที่มักรับประทานในโอกาสพิเศษหรือเป็นของว่างเนื่องจากความเข้มข้นและรสชาติของปลาไหล   เห็นไหมล่ะว่าแต่เมนูชวนท้องร้องจ๊อกจ๊อก ใน 10 เมนูนี้ แอดชอบหมดทุกเมนู ไม่ว่าจะเมนูไหนก็น่ากินไปหมด ยังไม่หมดแค่นี้อาหารญี่ปุ่น ยังมี ซูชิ เทนดง ข้าวหน้าไก่ ชาบู โอเด้ง และอื่นๆอีกมากมาย นี่เป็นแค่ตัวอย่าง อาหารยอดฮิตตลอดกาลที่นักท่องเที่ยวนิยมกิน และเมื่อไปถึงญี่ปุ่นมีขายแน่นอน

รู้ไว้ไม่เสียหายแน่นอน สิ่งของต้องห้ามนำเข้าญี่ปุ่น

รู้ไว้ไม่เสียหายแน่นอน สิ่งของต้องห้ามนำเข้าญี่ปุ่น

2406

    รู้ไว้ไม่เสียหายแน่นอน สิ่งของต้องห้ามนำเข้าญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้เปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ว อย่ารอช้า! รีบจัดกระเป๋า จองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นกันเลย แล้วออกไปใช้ชีวิตและเที่ยวในแบบคุณได้เลย และเพื่อให้คุณสามารถเดินทางเข้าไปเที่ยวญี่ปุ่นได้อย่างสบายใจ วันนี้แอดมินมาอัปเดตเกี่ยวกับสิ่งของต้องห้ามที่ห้ามนำเข้าญี่ปุ่นเงินสดเกิน 2 ล้านเยน   ทุกคนรู้หรือไม่ว่าการไปเที่ยวญี่ปุ่นและพกเงินสดที่มากเกินไปอาจจะโดนกักตัวเข้าห้องเย็นและโดนสอบสวนถึงที่มาที่ไปของเงิน เพราะเป็นการสุ่มเสี่ยงว่าเราอาจนำเงินเข้าไปทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือทำการฟอกเงินก็เป็นได้ ถึงเราจะไม่ได้เอาไปทำอะไรที่ร้ายแรงแต่เราจะต้องเสียเวลาตอบคำถามกับเจ้าหน้าที่เป็นชั่วโมงๆหรือไม่อาจจะมากกว่านั้น ทางที่ดีควรพกบัตรเครดิต บัตร Travel Card จะดีกว่านะคะทองคำ   ห้ามนำทองคำเกิน 1 กิโลกรัมเข้าญี่ปุ่นเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นทองคำแปรรูปหรือทองคำแท่ง ถ้านำเข้าที่เยอะไปเกิน ท่านจะถูกเชิญเข้าห้องเย็นเช่นกัน เพราะไม่มีใครไปเที่ยวแล้วบ้าเอาทองไปเป็นกิโลๆใช่ไหมละ เพราะป้องกันการเอาไปทำธุระกิจผิดกฏหมายในภายหน้ายารักษาโรค   รู้หรือไม่ว่าเราจะพกพายาไปญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยาบางชนิดมีคำต้องห้ามโดดเด็ดขาดถึงขึ้น ถ้าเผลอเอาเข้าไปอาจจะผิดกฏหมายและติด ต.ม เข้าเข้าประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะยาที่มีส่วนผสมของ สารซูโดอีเฟดรีน สารไดเฟนอกไซเลต ดังนั้นใครที่มีโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องใช้ยาจะต้องมี ใบรับรองแพทย์ และข้อมูลการใช้ยาอย่างละเอียดเป็นภาษาอังกฤษเนื้อสัตว์และอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์   อย่างที่ทุกคนทราบว่าตอนนี้สถานการณ์จากโรคทางปศุสัตว์ในหลายๆประเทศไม่ค่อยดีนัก มีโรคติดต่อใหม่ๆเกิดขึ้นมามากมาย ประเทศญี่ปุ่นจึงได้ตรวจเข้มการนำเข้าเนื้อสัตว์ตามสนามบินและท่าเรือทั่วประเทศเป็นอย่างมาก เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว ทั้งสดและแปรรูปเป็น ไส้กรอก กุนเชียง หมูยอ ไก่ยอ ลูกชิ้นต่างๆ แฮม นมดิบ ผักและผลไม้บางชนิด   ใครจะไปรู้ว่าขนาดผลไม้ยังไม่สามารถเอาเข้าญี่ปุ่นได้ โอ้มายก๊อด หลักๆเลยก็จะมี กล้วย มะม่วง ส้ม แก้วมังกร ผักตระกูลพริกและมะเขือทุกชนิด เพราะทางญี่ปุ่นนั้นกลัวว่าพืชผักที่นำมาอาจมีสารปนเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรียก็เป็นได้ สิ่งห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด ยกเว้นผักผลไม้ที่ผ่านการแปรรูปแล้วเช่น ของหมักดอง ผลไม้กระป๋อง ที่มีตราสินค้ามาตรฐาน บรรจุภัณฑ์แน่นหนา ได้รับการรับรองมาแล้ว ก็สามารถนำเข้าได้นั่นเองแมลงทุกชนิด   แมลงก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ห้ามนำเข้าญี่ปุ่นนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแมลงที่มีชีวิต หรือไม่มีชีวิตก็ตาม สาเหตุก็เพราะเป็นมาตรการป้องกันด้านสิ่งแวดล้อมทำลายระบบนิเวศหรือก่อให้เกิดโรคระบาดต่อการเกษตรของญี่ปุ่นได้ แมลงทอดที่กินได้ ก็เอาเข้าไม่ได้นะคะ ห้ามจริงๆ สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์   ทางญี่ปุ่นให้ความสำคัญเรื่องนี้มากๆเช่นกันนะคะ อย่าได้คิดจะเอากระเป๋าสินค้าแบรนด์เนม เครื่องประดับ หรือของใช้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์หนี้ภาษีต่างๆเข้าไปโดยเด็ดขาด หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเป็นของปลอมหนี้ภาษี ก็อาจทำให้ถูกยึด และดำเนินคดีทางกฏหมาย และเงินในกระเป๋าอย่างแน่นอนยาเสพติดทุกชนิด   ไม่บอกก็รู้ว่าห้ามแน่นอน ไม่ว่าประเทศไหนๆก็ห้ามทั้งนั้น ประเทศญี่ปุ่นก็เช่นกัน เพราะถ้าถูกจับได้อาจจะติดคุกหัวโตเป็นเรื่องราวระดับประเทศเลยก็ว่าได้ และมีโทษที่นักมากๆ เพราะเป็นสิ่งผิดกฏหมายร้ายแรง และแน่นอนว่าคุณจะถูกแบนห้ามเข้าญี่ปุ่นตลอดชีวิต