เปิดลิสต์ 7 พิกัดห้ามพลาดแห่งจูไห่ เมืองชายทะเลสุดโรแมนติก
หากคุณกำลังมองหาจุดหมายปลายทางที่ผสมผสานความทันสมัยของมหานคร เข้ากับกลิ่นอายความโรแมนติกของเสียงคลื่น การวางแผนมา
ทัวร์จูไห่คือคำตอบที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ เมืองชายฝั่งทะเลแห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่คึกคัก แต่ยังมีเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยถนนสายยาวเลียบหาด สวนสาธารณะเขียวขจีที่แทรกตัวอยู่ทุกมุมเมือง และบรรยากาศที่ดูผ่อนคลายกว่าเมืองใหญ่ข้างเคียงอย่างกวางโจวหรือเซินเจิ้น ถึงแม้ว่าหลายคนอาจจะเคยใช้จูไห่เป็นเพียงทางผ่านไปมาเก๊า แต่ถ้าหากได้ลองได้หยุดพักเที่ยวจูไห่และออกไปสัมผัสแลนด์มาร์คสำคัญ ๆ ของเมืองดูสักครั้ง รับรองได้ว่าจะตกหลุมรักความละเมียดละไมของเมืองนี้กันอย่างถอนตัวไม่ขึ้นค่ะ ซึ่งเราก็ได้รวบรวมข้อมูลเที่ยวจูไห่ที่น่าสนใจ พร้อมเปิดลิสต์ 7 พิกัดห้ามพลาดที่เมืองชายทะเลสุดโรแมนติกแห่งนี้มาฝากกันค่ะ
ทำความรู้จักเมืองจูไห่ (Zhuhai)
จูไห่ (Zhuhai) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน บริเวณปากแม่น้ำจูเจียง (Pearl River Delta) มีพรมแดนติดกับมาเก๊าและเชื่อมต่อกับฮ่องกงผ่านสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่ชายฝั่งที่ยาวและมีเกาะสำคัญถึง 146 เกาะ ชื่อของเมืองแปลว่า "ทะเลแห่งไข่มุก" (Pearl by the Sea) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์การเป็นแหล่งประมงและเพาะเลี้ยงหอยมุกอันรุ่งเรือง ในอดีตจูไห่เป็นเพียงหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1980 เมืองนี้ได้รับการจัดตั้งให้เป็น "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" (Special Economic Zone) รุ่นแรกของจีน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เมืองมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่สิ่งที่ทำให้จูไห่มีความแตกต่างจากเมืองอุตสาหกรรมอื่น ๆ คือ ผังเมืองที่เน้นพื้นที่สีเขียวและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จนได้รับฉายาว่า "City of Gardens" และมักจะติดอันดับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในจีนเสมอ ใครที่กำลังวางแผนเดินทางทัวร์จีนซึ่งเป็นเมืองชายทะเล แต่ได้วิวทิวทัศน์ที่ครบครัน บรรยากาศของเมืองที่เงียบสงบกว่าเมืองใหญ่ มีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่โดดเด่น มีร้านอาหารสไตล์กวางตุ้ง คาเฟ่สวย ๆ ย่านช้อปปิ้งที่คึกคัก และยังสามารถเชื่อมต่อไปยังมาเก๊าหรือฮ่องกงได้อย่างสะดวก การมาทัวร์จูไห่คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้ทุกอย่างครบถ้วนเลยค่ะ
ช่วงเวลาที่น่าเที่ยวเมืองจูไห่
การเช็กสภาพอากาศเป็นหัวใจสำคัญของการเที่ยวจูไห่ที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ เนื่องจากเมืองนี้มีภูมิอากาศแบบกึ่งเขตร้อนชื้น (Humid Subtropical) ที่ได้รับอิทธิพลจากมรสุมทะเล จึงทำให้มีฝนชุกในบางช่วง
- ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน) เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทัวร์จูไห่ อากาศในช่วงนี้จะเย็นสบาย ท้องฟ้าแจ่มใส อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25 องศาเซลเซียส ไม่หนาวจัดและไม่มีพายุฝน เหมาะแก่การเดินเล่นเลียบถนนคู่รัก เดินเล่นชมเมือง ทำกิจกรรมกลางแจ้ง เพลิดเพลินไปกับชายหาดสวยๆ หรือเที่ยวสวนสนุกเป็นที่สุด
- ฤดูหนาว (ธันวาคม - กุมภาพันธ์) ช่วงนี้ที่จูไห่อากาศจะเย็นลงแต่ไม่ถึงขั้นติดลบ อุณหภูมิประมาณ 12-18 องศาเซลเซียส มีหมอกจาง ๆ ในตอนเช้า เป็นช่วงที่คนไทยชอบไปเที่ยวกันมากที่สุดค่ะ เพราะได้แต่งตัวสวย ๆ เสื้อผ้าหน้าผมแบบจัดเต็มสไตล์วินเทอร์
- ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม) ในช่วงนี้จูไห่จะเริ่มมีความชื้นสูงและมีฝนตกปรอย ๆ มีหมอกลงจัดบริเวณชายฝั่ง อากาศกำลังเย็นสบาย อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 18-26 องศาเซลเซียส ดอกไม้เริ่มบานสะพรั่ง หากไปทัวร์จูไห่กันในช่วงนี้ควรพกร่มและตรวจสอบพยากรณ์อากาศรายวันกันให้ดีค่ะ
- ฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม) เป็นช่วงที่อากาศร้อนชื้นและเป็นฤดูมรสุม อุณหภูมิอาจสูงถึง 33-35 องศาเซลเซียส และมีความเสี่ยงต่อพายุไต้ฝุ่น ข้อดีคือที่พักและตั๋วเครื่องบินรวมไปถึงแพคเกจเที่ยวจูไห่อาจจะมีราคาโปรโมชั่น แต่ต้องเตรียมแผนสำรองสำหรับกิจกรรมในร่มไว้ด้วย แนะนำให้มองหาทัวร์จีนราคาถูกกันในช่วงนี้ค่ะ เพราะอาจจะได้ราคาที่ถูกใจเป็นพิเศษ
เปิดลิสต์ 7 พิกัดห้ามพลาดแห่งจูไห่
1. ฉางหลง โอเชี่ยน คิงดอม (Chimelong Ocean Kingdom)
อาณาจักรโลกใต้น้ำที่ไม่ได้เป็นแค่สวนสนุกธรรมดา แต่เป็นแลนด์มาร์คระดับโลกที่กวาดรางวัล Guinness World Records มาแล้วมากมายค่ะ ตั้งอยู่บนเกาะเหิงฉิน (Hengqin) พื้นที่ภายในถูกแบ่งออกเป็น 8 โซนหลักที่สะท้อนถึงส่วนต่าง ๆ ของมหาสมุทร ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดที่สุดคือ Whale Shark Exhibit ซึ่งเป็นที่ตั้งของตู้ปลาฉลามวาฬขนาดมหึมา ซึ่งบรรจุน้ำเค็มปริมาณมหาศาล และมีแผ่นกระจกอะคริลิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีปลาฉลามวาฬยักษ์และปลากระเบนราหูว่ายข้ามหัวไปมาอย่างใกล้ชิด ทำให้รู้สึกเหมือนเดินอยู่ใต้ทะเลกันจริง ๆ เลยค่ะ นอกจากสัตว์ทะเลหายากอย่างวาฬเบลูก้า หมีขั้วโลก และเพนกวินแล้ว ที่นี่ยังมีสวนสนุกที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นสุดหวาดเสียว รวมไปถึงสวนน้ำขนาดใหญ่ โรงภาพยนตร์ 5 มิติ โรงแรมที่พัก รวมไปถึงการแสดงและขบวนพาเหรดที่ยิ่งใหญ่ตระการตา และปิดท้ายด้วยโชว์น้ำพุ แสง สี เสียง และพลุสุดอลังการเหนือทะเลสาบกลางสวนสนุก
เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 น. /ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ประมาณ 395 - 450 หยวน (ราคาผันแปรตามช่วงเทศกาล)
2. โรงละครหอยไข่มุก (Zhuhai Opera House)
สถาปัตยกรรมสุดล้ำรูปทรงฝาหอยมุกคู่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเกาะเย่วไห่ (Yuehai Island) ที่นี่เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและเอกลักษณ์ของเมืองจูไห่ ตัวอาคารประกอบด้วยหอยขนาดใหญ่ (Big Shell) ที่สูงถึง 90 เมตร บรรจุผู้ชมได้กว่า 1,550 ที่นั่ง และหอยขนาดเล็ก (Small Shell) สำหรับการแสดงอเนกประสงค์ การออกแบบนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาดชื่อดัง "The Birth of Venus" เพื่อสื่อถึงความงามจากท้องทะเลจูไห่นั่นเอง ซึ่งความมหัศจรรย์ที่แท้จริงของที่นี่จะเกิดขึ้นหลังพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อเปลือกหอยทั้งสองถูกอาบด้วยแสงไฟ LED ที่เปลี่ยนสีและลวดลายไปตามจังหวะดนตรี ทำให้ทั่วทั้งเกาะดูเหมือนท้องทะเลที่มีชีวิต นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาทัวร์จูไห่นิยมมาเดินเล่นรับลมเป็นที่บริเวณนี้ เพื่อถ่ายรูปมุมกว้างที่เห็นทั้งตัวโรงละครและสะพานข้ามทะเลฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า ซึ่งบริเวณรอบ ๆ ยังมีห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารสุดชิลล์ให้เลือกนั่งพักผ่อนชมวิวอีกด้วย
เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ภายนอกชมได้ 24 ชม. (อาคารภายในเปิดตามรอบการแสดง) /ค่าเข้าชม: บริเวณรอบอาคารชมฟรี และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับการเข้าชมการแสดง
3. ถนนคู่รัก (The Lover Road)
ถนนชิงลู่ หรือถนนคู่รัก (The Lover Road) เป็นถนนเลียบชายหาดที่มีความยาวรวมกว่า 15 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางจะเรียงรายไปด้วยต้นปาล์มเขียวขจีและสวนสาธารณะที่ได้รับการดูแลจัดแต่งอย่างดี สิ่งที่ทำให้ถนนสายนี้ถูกเรียกว่าถนนคู่รัก ก็เนื่องมาจากการปรับปรุงของทางรัฐบาลเมืองจูไห่ ที่ได้นอกจากจะมีการปรับปรุงและตกแต่งถนนแล้ว ยังได้เพิ่มม้านั่งที่สามารถนั่งได้แค่ 2 คนเข้าไป จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ซึ่งได้รับความนิยม เนื่องจากคู่รักที่เดินทางมาทัวร์จูไห่มักจะมานั่งชมวิวทิวทัศน์ทะเลสุดโรแมนติกกันสองต่อสอง รวมไปถึงการเช่าจักรยานปั่นเลียบชายหาดในช่วงเช้าตรู่ หรือช่วงเย็นที่แสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า การได้มาเดินเล่นชมวิวสัมผัสกับลมทะเลอ่อน ๆ ที่ปะทะใบหน้า พร้อมวิวของเรือประมงที่จอดทอดสมออยู่ไกล ๆ และอาคารสูงที่เรียงรายอยู่โดยรอบ เป็นบรรยากาศที่เงียบสงบและโรแมนติก ซึ่งหาได้ยากในเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
เวลาเปิด-ปิด: เปิด 24 ชม. /ค่าเข้าชม: ฟรี
4. จูไห่ฟิชเชอร์เกิร์ล (Fisher Girl Statue)
เป็นจุดแลนด์มาร์คที่เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณได้มาถึงจูไห่แล้ว 100% ค่ะ จูไห่ฟิชเชอร์เกิร์ล (Zhuhai Fisher Girl) หรือรูปปั้นหวีหนี่ เป็นรูปปั้นหินแกรนิตแกะสลักขนาดใหญ่ที่สูงถึง 8.7 เมตร ตั้งอยู่บนโขดหินในอ่าวเซียงลู่ (Xianglu) ซึ่งเป็นรูปปั้นของหญิงสาวชาวประมงในท่วงท่าอ่อนช้อย สวมสร้อยมุกและชูมุกเม็ดงามขึ้นเหนือศีรษะ อันเป็นสัญลักษณ์ของการนำความสว่างไสวและความมั่งคั่งมาสู่เมือง โดยมีตำนานเล่าขานถึงเทพธิดาที่ตกหลุมรักชายหนุ่มชาวประมง แต่ถูกหลอกให้ถอดกำไลวิเศษที่คอยปกป้องชีวิต ผู้เฒ่าจิ่วโจวที่เห็นถึงความรักแท้ของทั้งสองจึงช่วยฟื้นคืนชีพให้ ในแต่งงานของทั้งคู่จึงได้มอบไข่มุกยักษ์ล้ำค่า เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความขอบคุณในความเมตตาท่านผู้เฒ่าช่วยให้สมหวังในความรัก ท่องเที่ยวที่มาทัวร์จูไห่สามารถเดินไปตามสะพานหินเพื่อเข้าไปชมรูปปั้นในระยะใกล้ได้ และอย่าลืมเก็บภาพกันไว้เป็นที่ระลึก เพราะเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงจูไห่ค่ะ
เวลาเปิด-ปิด: เปิด 24 ชม. / ค่าเข้าชม: ฟรี
5. ตลาดใต้ดินก๋งเป่ย (Gongbei Underground Market)
สำหรับสายช้อปปิ้งแนะนำให้มากันที่ตลาดใต้ดินก๋งเป่ย จุดหมายปลายทางที่พลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาดค่ะ ตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ลึกลงไปใต้ดินบริเวณหน้าด่านพรมแดนที่เชื่อมระหว่างจูไห่และมาเก๊า เป็นแหล่งรวมสินค้าเบ็ดเตล็ดขนาดมหึมาที่มีร้านค้ามากกว่า 5,000 ร้าน ไม่ว่าคุณจะมองหาสินค้าชนิดไหน เสื้อผ้าแฟชั่น กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา ของเล่น ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ล่าสุด ที่นี่มีครบทุกอย่างในราคาส่ง แถมยังสามารถต่อรองราคากันได้อีกด้วย รับรองว่าถูกใจขาช้อปกันอย่างแน่นอนค่ะ นอกจากสินค้าแฟชั่นแล้ว ภายในตลาดยังมีโซนอาหาร (Food Court) ที่รวบรวมสตรีทฟู้ดชื่อดังจากทั่วเมืองจีน ทั้งติ่มซำร้อน ๆ ชานมไข่มุกสูตรต้นตำรับ และขนมท้องถิ่นรสชาติแปลกใหม่ เป็นจุดแวะพักเหนื่อยยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ข้ามแดนไปมาเก๊า ซึ่งมักจะมาแวะเติมพลังและซื้อของฝากที่นี่ก่อนกลับเสมอ
เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 22:00 น. | ค่าเข้าชม: ฟรี
6. วัดผู่โถว (Putuo Temple)
หลีกหนีความวุ่นวายของเมือง มาสัมผัสกับบรรยากาศอันเงียบสงบแห่งดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระโพธิสัตว์กวนอิมกันที่วัดผู่โถว (Putuo Temple) วัดพุทธขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขาเฟิ่งหวง(Phoenix Mountain) ในจูไห่ วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับพระโพธิสัตว์กวนอิม มีการออกแบบสถาปัตยกรรมตามแบบราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่งที่ดูภูมิฐานและศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่ภายในวัดมีความกว้างขวาง ประกอบด้วยอารามหลายหลังที่เรียงตัวลดหลั่นไปตามแนวเขาสูง ไฮไลต์ของวัดคือองค์พระพุทธรูปขนาดใหญ่และรูปสลักพระโพธิสัตว์กวนอิมที่ประณีตงดงาม ซึ่งทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวต่างก็นิยมมาไหว้พระขอพรเรื่องสุขภาพและความสำเร็จ นอกจากนี้ทางวัดยังมีสวนหย่อมที่ร่มรื่นและสระปล่อยปลาขนาดใหญ่อีกด้วย เป็นสถานที่ทัวร์จูไห่ซึ่งทำให้เราได้สัมผัสถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ท่ามกลางความเจริญอย่างรวดเร็วของเมืองอุตสาหกรรมอย่างจูไห่ได้เป็นอย่างดี
เวลาเปิด-ปิด: 05:00 – 19:00 น. /ค่าเข้าชม: ฟรี
7. พระราชวังหยวนหมิงใหม่ (The New Yuan Ming Palace)
สถานที่ทัวร์จูไห่ซึ่งจะทำให้เราสามารถสัมผัสความยิ่งใหญ่ของพระราชวังจีน โดยไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงปักกิ่งค่ะ พระราชวังหยวนหมิงใหม่แห่งนี้คือการจำลองพระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) จากปักกิ่ง ที่ถูกทำลายไปในสงครามฝิ่นขึ้นมาใหม่เกือบเท่าขนาดจริง บนพื้นที่กว่า 1.39 ตารางกิโลเมตร ซึ่งรวบรวมสถาปัตยกรรมชั้นสูงไว้ถึง 40 แห่ง ภายในมีทั้งสวนสวยแบบจีนดั้งเดิม ทะเลสาทะเลสาบฝูไห่ (Fuhai Lake) ที่มีพื้นที่กว่า 80,000 ตารางเมตร และอาคารรูปทรงยุโรปแบบคลาสสิกที่สวยแปลกตา กิจกรรมยอดนิยมคือการล่องเรือในทะเลสาบเพื่อชมทัศนียภาพรอบ ๆ พระราชวังจากมุมมองกลางน้ำ โดยช่วงบ่ายหรือเย็นจะมีการแสดงโชว์ทางวัฒนธรรมชุด "Grand Ceremony of the Qing Dynasty" ที่ใช้ผู้แสดงนับร้อยชีวิตพร้อมช้างและม้าจริงให้ได้ชมกันด้วยค่ะ
เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 17:30 น. (โซนสวนสาธารณะ) | ค่าเข้าชม: สวนสาธารณะเข้าฟรี (การแสดงและบางโซนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)
วิธีการเดินทางมาเมืองจูไห่
การเดินทางมายังจูไห่ในปัจจุบันสะดวกสบายมาก โดยเฉพาะหลังจากที่มีการเปิดตัวสะพาน HZMB (Hong Kong-Zhuhai-Macau Bridge) ก็ทำให้การเดินทางมาเมืองจูไห่จากที่ต่าง ๆ นั้นง่ายมากยิ่งขึ้น
- จากฮ่องกง: สามารถนั่งรถบัสข้ามสะพาน HZMB ใช้เวลาเพียง 45 นาที หรือนั่งเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือสายต่างๆ ในฮ่องกงมาลงที่ท่าเรือ Jiuzhou
- จากมาเก๊า: สามารถเดินเท้าผ่านด่านกงเป่ย (Gongbei Port) หรือด่านเหิงฉิน (Hengqin Port) ได้อย่างง่ายดาย
- จากกวางโจว/เซินเจิ้น: มีรถไฟความเร็วสูง (Intercity High-speed Railway) เชื่อมต่อถึงกัน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น
ถึงแม้ว่าจูไห่จะเป็น 1 ใน 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศจีน แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความเขียวขจีของธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นเมืองชายทะเลที่สามารถเดินทางไปยังมาเก๊าและฮ่องกงได้อย่างสะดวก จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในแพ็คเกจทัวร์มาเก๊าส่วนใหญ่ก็จะมีเมืองจูไห่พ่วงไปในลิสต์ด้วย ถึงแม้หลายคนจะมองว่าที่นี่เป็นแค่ทางผ่าน แต่การได้ลองมาสัมผัสกับการทัวร์จูไห่กันจริง ๆ จะพบว่าจูไห่ป็นเมืองที่มีมิติหลากหลาย ที่มีทั้งสวนสนุกระดับโลก วัดโบราณที่เงียบสงบศักดิ์สิทธิ์ ริมชายหาดสุดแสนโรแมนติก ไปจนถึงพระราชวังที่งดงาม หากยังตัดสินใจไม่ได้ว่าทริปหน้าจะไปเที่ยวที่ไหนกันดี ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองมาทัวร์จีนที่จูไห่กันดูค่ะ การได้สูดอากาศบริสุทธิ์ริมทะเลท่ามกลางบรรยากาศและทิวทัศน์ที่โรแมนติก นั่งชิล ๆ ในคาเฟ่เก๋ ๆ สังเกตวิถีชีวิตที่เรียบง่ายท่ามกลางความทันสมัย การได้สัมผัสกับจังหวะชีวิตที่ช้าลงหนึ่งสเต็ปในเมืองที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นทะเลแห่งไข่มุก ก็เป็นการเก็บอีกหนึ่งประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เรียบง่ายแต่น่าประทับใจค่ะ