เที่ยว จิ่วจ้ายโกว เดือนไหนสวยที่สุด เปิดพิกัดสวรรค์บนดินแห่งเมืองจีนที่ต้องไปให้ได้สักครั้ง
พาทุกท่านมาสัมผัสสวรรค์บนดินแห่งเมืองจีน ด้วยการไป
ทัวร์จิ่วจ้ายโกว (Jiuzhaigou) กันค่ะ สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับการยกย่องว่างดงามราวภาพวาดแห่งนี้ คืออุทยานแห่งชาติระดับ 5A ทางตอนเหนือของมณฑลเสฉวน
ประเทศจีน ด้วยภาพของน้ำตกขนาดมหึมาที่ไหลลดหลั่นกันลงมาสู่ทะเลสาบสีฟ้าครามที่ใสราวกับกระจก ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาและป่าไม้ที่เปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติจากทั่วโลก ใครที่กำลังมองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวธรรมชาติที่งดงามตราตรึงใจ ลองวางแผนมาเที่ยวจิ่วจ้ายโกวแห่งนี้กันดูสักครั้งค่ะ ซึ่งเราก็ได้รวบรวมข้อมูลเที่ยวจิ่วจ้ายโกว เที่ยวเดือนไหนสวยที่สุด พร้อมพิกัดไฮไลต์ห้ามพลาดมาฝากกันค่ะ
ทำความรู้จักจิ่วจ้ายโกว (Jiuzhaigou)
อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองอาป้า (Aba) มณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน โดยเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหมินซาน ชื่อ "จิ่วจ้ายโกว" ในภาษาจีนมีความหมายตรงตัวว่า "หุบเขาเก้าหมู่บ้าน" ซึ่งหมายถึงหมู่บ้านชาวทิเบต 9 แห่งที่อาศัยอยู่ตามแนวยาวของหุบเขามานานนับพันปี ปัจจุบันหมู่บ้านเหล่านี้ก็ยังคงดำรงอยู่และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์ทางวัฒนธรรม ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาทัวร์จิ่วจ้ายโกวจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตที่หลอมรวมเข้ากับธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง โดยชาวทิเบตท้องถิ่นมีความเชื่อว่าสายน้ำและขุนเขาของที่นี่มีเทพเจ้าสถิตอยู่ ทุกทะเลสาบจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และมีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมา
หุบเขาจิ่วจ้ายโกวเป็นพื้นที่เขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 720 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่บนระดับความสูงเฉลี่ย 2,000 ถึง 4,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี ค.ศ.1992 และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับ 5A ของจีน อันเนื่องมาจากความโดดเด่นทางธรรมชาติและระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งความโดดเด่นของที่นี่ก็คือระบบนิเวศแหล่งน้ำคาร์สต์" (Karst Hydrology) ซึ่งเกิดจากการละลายของหินปูนสะสม จนกลายเป็นทะเลสาบกว่าร้อยแห่ง และน้ำตกขนาดใหญ่หลายจุดที่เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่าย โดยมีสายน้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ใสราวกระจก นอกจากทัศนียภาพอันงดงามราวกับความฝันแล้ว อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกวยังมีพืชและสัตว์นานาชนิดที่อาศัยอยู่ โดยมีทั้งพืชคุ้มครองและสัตว์ป่าหายากที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแพนด้ายักษ์ ลิงขนทอง แพะทาคิน รวมไปถึงนกป่ากว่า 140 สายพันธุ์
ฤดูกาลในจิ่วจ้ายโกว
ถึงแม้ว่าการเดินทางมาทัวร์จิ่วจ้ายโกวจะสามารถเดินทางมาได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่แตกต่างกันก็ทำให้ทิวทัศน์ของจิ่วจ้ายโกวมีความงดงามแตกต่างกันออกไป ดังนั้นใครอยากมาเจอจิ่วจ้ายโกวกันในเวอร์ชั่นไหน ก็ลองเช็คช่วงเวลาแล้ววางแผนมาเที่ยวจิ่วจ้ายโกวกันได้ตามต้องการค่ะ
- ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม – พฤษภาคม)
อุณหภูมิประมาณ 4°C – 24°C เป็นช่วงที่อากาศเริ่มอุ่นขึ้นหลังผ่านฤดูหนาว จิ่วจ้ายโกวกลับมามีชีวิตชีวาหลังจากหิมะละลาย สายน้ำใสไหลผ่านลำธาร น้ำตกที่เริ่มส่งเสียงก้องผืนป่า ต้นไม้เริ่มผลิใบอ่อน ดอกไม้เริ่มเบ่งบาน ตัดกับสีฟ้าครามของทะเลสาบราวกับภาพฝัน โดยในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเดือนมีนาคม อาจจะยังได้เห็นหิมะที่ละลายไม่หมดปกคลุมอยู่บาง ๆ บนยอดเขากันด้วย ในช่วงนี้นักท่องเที่ยวยังไม่หนาแน่นมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบรรยากาศเงียบสงบ ทิวทัศน์ที่ดูสดชื่นและเป็นธรรมชาติ และเดินชมเส้นทางไม้รอบ ๆ ทะเลสาบ
- ฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม)
อุณหภูมิประมาณ 15°C – 30°C เป็นช่วงที่ธรรมชาติสดชื่นฉ่ำน้ำที่สุดค่ะ ป่าไม้แน่นเขียวชอุ่มเต็มพื้นที่ น้ำในทะเลสาบสะท้อนสีฟ้าเขียวสดใส มีฝนตกเป็นช่วงสั้น ๆ ทำให้น้ำตกมีปริมาณน้ำมาก น้ำตกไหลแรงดูยิ่งใหญ่ทรงพลัง ฤดูนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบความสดชื่นของธรรมชาติ และต้องการเห็นน้ำตกในช่วงที่สวยที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่โปรแกรมทัวร์จิ่วจ้ายโกวก็นิยมจัดมากันในช่วงนี้ค่ะ เพราะเดินทางสะดวกและมีวิวทิวทัศน์ที่งดงามสดชื่น เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่มากี่ครั้งก็ไม่เคยผิดหวัง
- ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – ตุลาคม)
อุณหภูมิประมาณ 9°C–23°C ถือเป็นช่วงพีคที่สุดของปี และเป็นช่วงที่จิ่วจ้ายโกวสวยที่สุดค่ะ เพราะนอกจากอากาศจะเย็นสบายกำลังดีแล้ว ทั้งผืนป่ายังเต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสี ทั้งแดง เหลือง ส้ม ปกคลุมไปทั่วหุบเขา ตัดกับสีฟ้าใสของทะเลสาบและท้องฟ้าสีคราม เกิดเป็นภาพที่งดงามราวเทพนิยาย เป็นช่วงที่นักถ่ายภาพจากทั่วโลกรวมไปถึงนักท่องเที่ยวสายถ่ายรูป ต่างก็ปักหมุดมาทัวร์จิ่วจ้ายโกวเพื่อเก็บภาพอันงดงามของฤดูกาลนี้กันค่ะ โดยเฉพาะในช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน จะเป็นช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีแบบเต็มที่ เนรมิตให้จิ่วจ้ายโกวกลายเป็นแดนสวรรค์บนดินได้อย่างแท้จริง
- ฤดูหนาว (พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์)
อุณหภูมิประมาณ -2 ถึง 14°C (บางช่วงอาจมีอุณหภูมิลดต่ำกว่านี้) ใครที่อยากเห็นจิ่วจ้ายโกวในเวอร์ชั่นโลกหิมะสีขาว ต้องมาจิ่วจ้ายโกวกันในฤดูหนาวเลยค่ะ อากาศบริเวณหุบเขาจะหนาวเย็นจนถึงติดลบ ทั้งภูเขาและต้นไม้รอบ ๆ ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ลำธารและและน้ำตกบางส่วนกลายเป็นน้ำแข็ง ในฤดูนี้เราจะมองเห็นทิวทัศน์ของทะเลสาบสีฟ้าที่อยู่ท่ามกลางผืนป่าสีขาว มีบรรยากาศที่เงียบสงบ นักท่องเที่ยวไม่มาก เหมาะกับคนที่อยากเห็นจิ่วจ้ายโกวในมุมโรแมนติก และคนที่อยากได้โปรทัวร์จีนราคาถูกมาที่จิ่วจ้ายโกว
พิกัดเที่ยวไฮไลต์ในจิ่วจ้ายโกว
1. ทะเลสาบห้าสี (Five Flower Lake)
หากใครมาทัวร์จิ่วจ้ายโกวแล้วไม่ได้เช็คอินที่นี่ บอกเลยว่ายังมาไม่ถึงค่ะ เพราะทะเลสาบห้าสีเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของจิ่วจ้ายโกวกันเลยก็ว่าได้ ความมหัศจรรย์ของทะเลสาบแห่งนี้คือการที่เรามองเห็นผืนน้ำที่มีหลายสี ทั้งฟ้า คราม เขียว มรกต และเหลืองทอง ซึ่งเปลี่ยนเฉดสีไปตามองศาแสงและระดับความลึกของน้ำ อันเนื่องมาจากปฏิกิริยาการกระเจิงแสงของน้ำที่ใสบริสุทธิ์และมีแร่ธาตุแคลเซียมคาร์บอเนตเข้มข้น ผสมผสานกับการสะท้อนของพืชใต้น้ำนานาชนิดที่เจริญเติบโตต่างกันตามความลึก ไฮไลต์ที่น่าทึ่งคือซากต้นไม้พันปีที่จมอยู่ก้นทะเลสาบแต่กลับไม่เน่าเปื่อย จนดูเหมือนฟอสซิลไม้ใต้น้ำที่สวยงามราวกับฉากในภาพยนตร์แฟนตาซี การมาเที่ยวจิ่วจ้ายโกวที่จุดนี้จึงเป็นตัวแทนความพิเศษ และความงามของธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์ภายในอุทยานแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
2. ทะเลสาบแรด (Rhino Lake)
ทะเลสาบแรดเป็นหนึ่งในทะเลสาบขนาดใหญ่ของอุทยาน และมีเรื่องเล่าในตำนานท้องถิ่นเกี่ยวกับพระลามะที่เคยขี่แรดผ่านมาในบริเวณนี้ แล้วได้พบกับความงามของทะเลสาบจนไม่อยากจากไป ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ถูกตั้งชื่อขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เรื่องเล่าในตำนานนี้ค่ะ ทะเลสาบล้อมรอบด้วยเทือกเขา ป่าสน และพงหญ้า ทำให้บรรยากาศร่มรื่นเต็มไปด้วยความสดชื่น และด้วยขนาดที่กว้างใหญ่ของทะเลสาบที่มีความลึกถึง 12 เมตร ทำให้น้ำมีสีน้ำเงินและสีเขียวเข้ม ประกอบกับความนิ่งของผิวน้ำที่เกิดจากการถูกล้อมรอบด้วยภูเขาสูงชัน ทำให้ผิวน้ำของทะเลสาบเรียบนิ่งราวกับกระจกเงาบานยักษ์ สะท้อนภาพป่าและยอดเขาหิมะลงบนน้ำได้อย่างคมชัด เป็นอีกหนึ่งสถานที่เที่ยวจิ่วก้ายโจวที่สามารถถ่ายภาพสะท้อนน้ำที่สวยที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่
3. ทะเลสาบยาว (Long Lake)
ทะเลสาบที่เป็นร่องรอยจากยุคน้ำแข็ง ตั้งอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของอุทยานจิ่วจ้ายโกวที่ความสูงกว่า 3,100 เมตรจากระดับน้ำทะเล ลักษณะของทะเลสาบยาวมีรูปร่างโค้งมนคล้ายพระจันทร์เสี้ยว และไม่มีทางน้ำไหลออกที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่น้ำในทะเลสาบกลับไม่เคยล้นหรือแห้งหือด นั่นก็เป็นเพราะว่าทะเลสาบแห่งนี้มีระบบการกรองและซึมผ่านชั้นหินปูนใต้ดินที่ซับซ้อนซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ทะเลสาบยาวคือร่องรอยที่หลงเหลือมาจากยุคน้ำแข็ง ทำให้สภาพแวดล้อมรอบข้างมีพืชพรรณแบบกึ่งอัลไพน์ที่หาดูยาก น้ำในทะเลสาบมีสีน้ำเงินเข้มจัด (Cobalt Blue) ตัดกับสีขาวของหิมะบนยอดเขาอย่างงดงาม โดยเฉพาะการมาทัวร์จิ่วจ้ายโกวในฤดูหนาว ทะเลสาบแห่งนี้จะกลายเป็นลานน้ำแข็งสีฟ้าที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาเลยค่ะ
4. ทะเลสาบนกยูง (Peacock Lake)
ทะเลสาบแห่งนี้ได้ชื่อมาจากรูปร่างที่คล้ายนกยูงกำลังรำแพนหาง และสีของน้ำที่เลื่อมพรายพริ้วไหวเหมือนขนของนกยูงจริง ๆ ความลับอันงดงามของธรรมชาติที่นี่ก็คือความหลากหลายของตะกอนแร่ธาตุ ที่ไหลมารวมกันทำให้เกิดการไล่เฉดสีที่แปลกตา โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ป่ารอบทะเลสาบจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสดและสีส้มจัด เมื่อใบไม้ร่วงหล่นลงบนผืนน้ำสีเขียวมรกตและสีน้ำเงิน เกิดเป็นภาพที่สวยงามจนแทบหยุดหายใจกันเลยค่ะ นักท่องเที่ยวที่มาทัวร์จิ่วจ้ายโกวกันที่ทะเลสาบแห่งนี้ มักจะอยู่ชมความงามและเดินสำรวจบริเวณรอบ ๆ ตามเส้นทางเดินเลียบทะเลสาบ ที่ให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแท้จริง ระหว่างทางเดินจะพบกับแอ่งน้ำเล็ก ๆ และไม้พุ่มที่สะท้อนสีลงในน้ำเป็นลวดลายสวยงามกันอีกด้วย
5. ทะเลสาบกระจก (Mirror Lake)
ชื่อของทะเลสาบได้มาจากผิวน้ำที่นิ่งสนิท ความพิเศษของทะเลสาบกระจก คือความใสสะอาดในระดับโมเลกุลของน้ำที่แทบไม่มีความขุ่นเลย ผิวน้ำในทะเลสาบจึงทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนแสงที่สมบูรณ์แบบเกือบ 100% เกิดเป็นภาพสะท้อนของท้องฟ้าและภูเขาที่ดูเหมือนของจริงจนแยกไม่ออก ซึ่งการมาทัวร์จิ่วจ้ายโกวเพื่อชมความงดงามของทะเลสาบกระจก ต้องใช้จังหวะเวลาที่เหมาะสมกันสักหน่อยค่ะ คือต้องเป็นช่วงที่ลมสงบนิ่งที่สุด และเมื่อจังหวะเหมาะสมลงตัว เราจะมีโอกาสได้เห็นภาพของ "ปลาว่ายบนท้องฟ้า และนกบินอยู่ในน้ำ" ซึ่งเป็นภาพลวงตาทางธรรมชาติที่งดงามน่าอัศจรรย์ท่ามกลางความเงียบสงบของผืนน้ำ เป็นจุดที่สะท้อนถึงความบริสุทธิ์ของระบบนิเวศในจิ่วจ้ายโกวได้ดีที่สุดจุดหนึ่งเลยค่ะ
6. น้ำตกธารไข่มุก (Pearl Shoals Waterfall)
เรียกอีกอย่างว่าน้ำตกนู่รือหลาง (Nuo Ri Lang Waterfall) หนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของจิ่วจ้ายโกว ความพิเศษของน้ำตกแห่งนี้คือสายน้ำไม่ได้ไหลลงมาเป็นเส้นตรง แต่ไหลลงผ่านโขดหินปูนที่ลาดเอียงและขรุขระ เมื่อกระแสน้ำปะทะกับหินที่ตะปุ่มตะป่ำ น้ำจะแตกตัวเป็นละอองกลม ๆ เล็กๆ จำนวนมหาศาล สะท้อนกับแสงแดดระยิบระยับ จนดูเหมือนเม็ดไข่มุกจำนวนมากที่ตกกระจายลงมา โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิน้ำตกแห่งนี้จะสวยงามเป็นพิเศษค่ะ น้ำตกธารไข่มุกคือประติมากรรมหินปูนที่ธรรมชาติใช้เวลาสร้างตัวนับพันปี กระแสน้ำมีความกว้างกว่า 300 เมตร ให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่และมีพลัง เสียงคำรามของน้ำตกที่นี่คือเสียงบรรเลงจากธรรมชาติ ที่ดึงดูดให้ผู้คนเดินทางมาทัวร์จิ่วจ้ายโกวกันอย่างไม่ขาดสาย น้ำตกแห่งนี้ยังเคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายภาพยนตร์ทำระดับตำนานอย่าง "ไซอิ๋ว" กันด้วยค่ะ จึงช่วยเพิ่มเสน่ห์ทางวัฒนธรรมให้กับน้ำตกแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
7. หมู่บ้านซูเจิง (Shuzheng Village)
ปิดท้ายการเที่ยวจิ่วจ้ายโกว ด้วยการไปสัมผัสวิถีชีวิตชาวทิเบตในหมู่บ้านซูเจิงกันค่ะ หมู่บ้านแห่งนี้เป็น 1 ใน 9 หมู่บ้านของจิ่วจ้ายโกว ซึ่งที่นี่เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่และคึกคักที่สุด โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบทิเบตดั้งเดิม บ้านไม้สีสันสดใสที่ประดับด้วยธงมนต์ 5 สี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของธาตุทั้ง 5 ในธรรมชาติ โดยมีเจดีย์ขาวเก้าองค์ที่ทางเข้าหมู่บ้าน แสดงถึงความสามัคคีและคำอธิษฐานขอให้มีความสุขของชาวทิเบต หมู่บ้านแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่น ตั้งอยู่ใกล้กับน้ำตกซูเจิง (Shuzheng Waterfall) และทะเลสาบซูเจิง (Shuzheng Lake) ให้บรรยากาศเหมือนหมู่บ้านโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามที่ดูลึกลับและน่าสนใจ โดยสามารถเดินชมวิถีชีวิตของชาวทิเบตดั้งเดิม เลือกซื้อของฝากของที่ระลึกกันได้ เป็นหมู่บ้านที่ทำให้เราได้เห็นถึงวิถีชีวิตและการปรับตัวของมนุษย์ ที่ให้ความเคารพและอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
จิ่วจ้ายโกวเป็นสถานที่ทัวร์จีนที่สามารถมาเยือนได้ตลอดทั้งปี เพราะแต่ละฤดูนั้นมีเสน่ห์แตกต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ ใครที่อยากเห็นจิ่วจ้ายโกวในเวอร์ชั่นสีสันสดใสก็ต้องมากันในฤดูใบไม้ร่วง หรืออยากเห็นจิ่วจ้ายโกวในเวอร์ชั่นโลกเทพนิยายสีขาวและบรรยากาศเงียบสงบ แนะนำให้เลือกมาในฤดูหนาว ในขณะที่ฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิก็เหมาะกับคนที่ต้องการชมน้ำตกที่ไหลแรงและธรรมชาติสดชื่น แต่ไม่ว่าจะเลือกเดินทางกันในช่วงไหน การได้มายืนท่ามกลางทะเลสาบสีมรกต น้ำตกที่ยิ่งใหญ่ ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ คือภาพความประทับใจและประสบการณ์ล้ำค่าที่ยากจะลืมอย่างแน่นอนค่ะ ใครกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติระดับโลกสักแห่งในจีน ลองปักหมุดมาทัวร์จิ่วจ้ายโกวกันดูค่ะ แล้วคุณจะพบว่าดินแดนสวรรค์บนดินนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร