คู่มือเที่ยวจางเจียเจี้ย (Zhangjiajie) แบบเจาะลึกทุกฤดู พร้อมพิกัดไฮไลต์ฉบับอัปเดต 2569
หากให้พูดถึงสถานที่
ทัวร์จีนที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นต้องมี
จางเจียเจี้ย (Zhangjiajie) อยู่ในลิสต์อย่างแน่นอน เชื่อว่าหลายคนก็อาจเคยเห็นฉากของภูเขาฮัลเลลูยาห์อันงดงามตระการตาในภาพยนตร์เรื่อง Avatar กันมาบ้าง ซึ่งต้องบอกว่าฉากนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากเสาหินทรายอันน่าทึ่งของจางเจียเจี้ยนั่นเองค่ะ แต่สถานที่อันลึกลับแห่งนี้บอกได้เลยว่ามีอะไรที่น่าสนใจมากกว่าแค่ฉากในภาพยนตร์ เพราะจางเจียเจี้ยนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการผจญภัยและช่างภาพ ที่นิยมมาเที่ยวจางเจียเจี้ยเพื่อสัมผัสความยิ่งใหญ่ของภูเขา เสาหินปูนที่สูงเสียดฟ้า ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกดูลึกลับ ราวกับว่าได้อยู่ท่ามกลางดินแดนมหัศจรรย์ในโลกเทพนิยายกันเลยค่ะ แน่นอนว่าเราก็ได้รวบรวมข้อมูลเที่ยวจางเจียเจี้ย ฤดูไหนที่น่าเที่ยว พร้อมพิกัดไฮไลต์ฉบับอัปเดตมาฝากกันค่ะ
ไปจางเจียเจี้ยช่วงไหนดี?
เมื่อวางแผนการเดินทางไปทัวร์จีนที่จางเจียเจี้ย แน่นอนว่าคำถามแรก ๆ ที่นึกถึงมากที่สุดก็คงจะเป็น ไปจางเจียเจี้ยช่วงไหนดีถึงจะสวยที่สุด ก่อนอื่นต้องบอกว่าจางเจียเจี้ยนั้นสามารถไปเที่ยวกันได้ตลอดทั้งปีค่ะ ซึ่งในแต่ละฤดูกาลก็จะมีความงดงามที่แตกต่างกันออกไป
- ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม -พฤษภาคม)
การมาเยือนจางเจียเจี้ยในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เป็นช่วงที่ดอกไม้ป่ากำลังบานสะพรั่ง มีหมอกลงดูสวยงามโรแมนติก และอากาศดีมาก นักท่องเที่ยวที่มาทัวร์จางเจียเจี้ยในช่วงนี้ยังคงไม่หนาแน่นมากนัก อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15-25 องศาเซลเซียส มีฝนตกบ้างในบางวัน โดยเฉลี่ยฝนตกต่อเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 7-12 วัน ซึ่งฤดูใบไม้ผลินั้นเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมจางเจียเจี้ยค่ะ ภายในอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ยมีดอกไม้หลากสีสันที่กำลังผลิบานท่ามกลางต้นไม้ที่เขียวชอุ่ม สามารถเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่า การเดินบนสะพานแก้วจางเจียเจี้ยที่ยาวและสูงที่สุดในโลก หรือกระโดดบันจี้จัมพ์จากสะพานสำหรับใครที่ชื่นชอบความท้าทาย โดยในช่วงเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนเมษายนอากาศจะยังค่อนข้างเย็นและมีหมอกลง เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคมจะมีฝนตกบ่อยขึ้น แต่จะตกไม่นานแค่ประมาณ 1 หรือ 2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้จะเป็นช่วงวันหยุดแรงงานของประเทศจีนค่ะ ดังนั้นต้องเช็คกันให้ดีก่อนว่าวันหยุดแรงงานจีนในช่วงที่เราจะเดินทางนั้นตรงกับวันที่เท่าไหร่ เนื่องจากว่าจะเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวจีนในประเทศค่อนข้างมากนั่นเอง
- ฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม)
ในฤดูร้อนเมืองจางเจียเจี้ยจะค่อนข้างร้อนและอบอ้าว อุณหภูมิโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25-34 องศาเซลเซียส มีฝนตกเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 10-13 วัน แต่ว่าในฤดูร้อนนั้นตรงกับช่วงฤดูท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดหรือ High Season ของจีนกันเลย ใครที่วางแผนมาเที่ยวจีนกันในช่วงนี้แนะนำให้ซื้อตั๋วหรือจองที่พักกันไว้ล่วงหน้าจะเป็นการดีที่สุด โดยในช่วงเดือนมิถุนายนนักท่องเที่ยวอาจจะยังไม่หนาตามาก แต่ก็มักจะมีฝนตกหนักด้วยเช่นกัน ส่วนในเดือนกรกฎาคมจะเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด นั่นหมายความว่าการทำกิจกรรมหรือเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ ภายในจางเจียเจี้ย อาจจะต้องต่อคิวกันยาวท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนจัดกันเลยค่ะ ซึ่งถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้แนะนำให้ลองวางแผนหาที่เที่ยวอื่นๆ เพื่อหลบร้อนกันแทนค่ะ เช่น ไปเที่ยวถ้ำ ลำธาร น้ำตก ทะเลสาบ ที่มีอากาศสดชื่นและไม่ต้องต่อคิว ส่วนในช่วงเดือนสิงหาคมถึงแม้ว่านักท่องเที่ยวยังคงเยอะอยู่ แต่โดยทั่วไปแล้วสภาพอากาศจะดีขึ้น มีฝนตกน้อยลง เหมาะสำหรับการเดินป่า ปีนเขา และทำกิจกรรมกลางแจ้ง
- ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน)
เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการมาทัวร์จีนที่จางเจียเจี้ยกันเลยค่ะ เพราะนักท่องเที่ยวที่หนาแน่นในฤดูร้อนจะเริ่มบางตาลง อากาศเริ่มเย็นขึ้นโดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 13 - 25 องศาเซลเซียส และจำนวนวันที่ฝนตกต่อเดือนจะน้อยลงโดยเหลือเพียงแค่ 6-8 วันเท่านั้น ในช่วงเดือนกันยายนยังคงมีอากาศค่อนข้างร้อน ถึงแม้ว่าในช่วงเช้าจะเริ่มมีอากาศเย็นและมีหมอกลงบ้างก็ตาม แต่พอช่วงเที่ยง ๆ หมอกก็หมดไปแล้วค่ะ ทำให้ท้องฟ้าแจ่มใสมองเห็นวิวทิวทัศน์ของจา’เจียเจี้ยได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ใบไม้จะเริ่มมีการเปลี่ยนสีซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเดินป่า ปีนเขา ปั่นจักรยานชมวิว แต่ในช่วงนี้ก็ยังมีวันหยุดยาวซึ่งเป็นวันชาติของจีนกันอยู่ด้วยค่ะ โดยจะอยู่ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1-7 ตุลาคม ดังนั้นถ้าหากวางแผนมาเที่ยวจีนในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแล้วไม่อยากเจอคนเยอะ ก็แนะนำให้หลีกเลี่ยงช่วงวันชาติของจีนกันค่ะ
- ฤดูหนาว (ธันวาคม - กุมภาพันธ์)
ฤดูหนาวเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวของเมืองจางเจียเจี้ย จึงเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างบางตา อีกทั้งอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ยและภูเขาเทียนเหมินก็ไม่ได้ปิดในช่วงฤดูหนาวด้วยค่ะ นั่นจึงทำให้เราสามารถเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาที่เงียบสงบ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ราคาถูกกว่าฤดูกาลอื่น ๆ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยในฤดูหนาวของจางเจียเจี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 5-12 องศาเซลเซียส โดยมีหิมะตกต่อเดือนประมาณ 3-5 วัน ช่วงต้นเดือนไปจนถึงกลางเดือนธันวาคมจะยังคงมีฝนและหมอกลง เนื่องจากเป็นช่วงที่ฤดูหนาวกำลังเข้ามาแทนที่ อุณหภูมิเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง และในช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จะเป็นช่วงที่จางเจียเจี้ยมีสภาพอากาศหนาวเย็นและแห้ง สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของหิมะที่งดงามโรแมนติก โดยในช่วงกลางวันอากาศจะแจ่มใสมากขึ้นและสามารถมองเห็นวิวได้ชัดเจนกว่า ใครที่วางแผนขึ้นไปบนเขาในช่วงนี้แนะนำให้เตรียมเสื้อกันหนาวและอุปกรณ์กันหนาวกันดี ๆ ค่ะ เพราะอากาศข้างบนนั้นหนาวเย็นกว่าในตัวเมืองเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวของจีน แต่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ก็จะมีวันหยุดตรุษจีนซึ่งเป็นวันหยุดยาว จึงทำให้อาจเจอกับนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เป็นไปได้ก็แนะนำให้หลีกเลี่ยงการทัวร์จีนในช่วงตรุษจีนค่ะ
10 พิกัดไฮไลต์ในจางเจียเจี้ย
จางเจียเจี้ยตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลหูหนาน โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตระดับ 5A อย่างเขาเทียนจื่อซาน หรือที่รู้จักกันในชื่อหุบเขาอวตาร และเขาเทียนเหมินซานหรือประตูสวรรค์ ที่กำลังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมโดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยค่ะ และที่สำคัญก็คือเที่ยวบินตรงจากไทยไปจางเจียเจี้ยกันเลย ทำให้เราสามารถซื้อทัวร์จีนจากเมืองไทยไปเที่ยวกันได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และนี่ก็คือ 10 พิกัดไฮไลต์ที่เที่ยวในจางเจียเจี้ยที่เราคัดเลือกมาฝากกันค่ะ
1. เขาเทียนจื่อซาน (Tianzi Shan)
สถานที่ทัวร์จีนแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์ที่เป็นตัวแทนของจางเจียเจี้ยกันเลยค่ะ ให้เราได้ก้าวเข้าสู่โลกที่เหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์แฟนตาซี ที่นี่คือแรงบันดาลใจของภูเขาฮัลเลลูยาห์ในภาพยนตร์เรื่องอวตารนั่นเองค่ะ เขาเทียนจื่อซานเต็มไปด้วยยอดเขาหินทรายสูงตระหง่านกว่า 3,000 ต้น ที่ผุดขึ้นมาสูงเสียดฟ้าทะลุเมฆหมอกราวกับจะท้าทายแรงโน้มถ่วง โดยสามารถขึ้นลิฟท์ไป่หลงซึ่งเป็นลิฟต์กลางแจ้งที่สูงที่สุดในโลก เพื่อไปยังจุดชมวิวที่ดีที่สุดด้านบนยอดเขากันได้
2. สะพานกระจกจางเจียเจี้ย (Zhangjiajie Glass Floor Bridge)
สำหรับใครที่คิดว่าไม่กลัวความสูง มาสัมผัสความกล้าด้วยการเดินข้ามสะพานกระจกจางเจียเจี้ย ซึ่งเป็นสะพานกระจกที่ยาวและสูงที่สุดในโลกกันค่ะ สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นลอยเหนือหุบเขาแกรนด์แคนยอนของจางเจียเจี้ย ด้วยความสูงจากพื้น 300 เมตร ให้เราได้ชมวิวทิวทัศน์ที่งดงามของจางเจียเจี้ยกันได้แบบ 360 องศา และสำหรับใครที่อยากสัมผัสความตื่นเต้นอีกระดับ ก็มีแท่นโดดบันจี้จัมพ์ให้บริการอยู่ที่บริเวณกลางสะพานด้วยค่ะ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในการกระโดดบันจี้จัมพ์ที่สุดในโลกกันเลยทีเดียว
3. เขาเทียนเหมินซาน (Tianmen Shan)
พาคุณขึ้นกระเช้าลอยฟ้าที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเพื่อไปยังเขาเทียนเหมินซาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของซุ้มประตูธรรมชาติขนาดใหญ่ที่รู้จักกันดีในชื่อประตูสวรรค์ การขึ้นไปยังประตูสวรรค์จะต้องปีนบันไดสูงชันที่เรียกว่าบันไดสวรรค์ขึ้นไปทั้งหมด 999 ขั้น ให้เราได้สัมผัสประสบการณ์เหมือนเดินขึ้นสวรรค์ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่กันเลยค่ะ หรือถ้าหากใครคิดว่าปีนขึ้นบันไดเองไม่ไหว ก็สามารถใช้บริการบันไดเลื่อนที่สะดวกสบายมากกว่าเพื่อขึ้นไปยังประตูสวรรค์กันได้
4. ตึกมหัศจรรย์ 72 ชั้น (72 Qi Lou)
กลุ่มอาคารสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะคล้ายกับบ้านเรือนในสไตล์ถู่เจีย โดยเป็นอาคารสูงหลายชั้นที่จะทำช่องว่างเอาไว้ตรงกลางคล้ายกับประตูสวรรค์แห่งเขาเทียนเหมินซาน ภายในอาคารก็มีทั้งโฮมสเตย์ คาเฟ่ ร้านอาหาร โดยในยามค่ำคืนอาคารแห่งนี้จะมีการแสดงแสงสีเสียงสุดอลังการ มีการแสดงพื้นเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์เหมียวและถู่เจียที่น่าตื่นตาตื่นใจ และบริเวณโดยรอบก็เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร รวมไปถึงอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย เหมาะกับการมาเดินเล่นในช่วงเย็น ๆ เมื่อมาทัวร์จีนกันที่นี่ค่ะ
5. ทะเลสาบเป่าเฟิ่ง (Baofeng Lake)
ทะเลสาบเป่าเฟิง ตั้งอยู่ในเขตอู่หลิงหยวน เมืองจางเจียเจี้ย มีความยาวประมาณ 2.5 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยภูเขาและต้นไม้เขียวขจี ซึ่งน้ำในทะเลสาบแห่งนี้นั้นใสมากและมีสีเขียวราวกับมรกต การล่องเรือในสไตล์จีนโบราณสุดคลาสสิคคือไฮไลท์ของที่นี่ค่ะ เส้นทางล่องเรือเต็มไปด้วยเนินหินแปลกตาที่มีชื่อเรียกตามรูปร่างของหิน ในระหว่างทางอาจได้ยินเพลงพื้นบ้านที่ขับร้องโดยเด็ก ๆ ในหมู่บ้านที่อยู่บริเวณทะเลสาบ รวมไปถึงน้ำตกเป่าเฟิงที่ปรากฏอยู่ในชื่อของถ้ำม่านน้ำในเรื่องไซอิ๋วกันด้วยค่ะ
6. เมืองอู่หลิงหยวน (Wulingyuan Town)
เมืองอู่หลิงหยวนเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ ซึ่งเป็นจุดสตาร์ทหลักในการเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ยและภูเขาเทียนจื่อซานค่ะ เมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลหูหนาน ซึ่งที่นี่จะอยู่ใกล้กับทางเข้าอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ยมากที่สุด โดยใช้เวลาเดินทางเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนที่มาทัวร์จีนแล้วต้องการไปจางเจียเจี้ยนิยมมาพักกันที่นี่ค่ะ ภายในเมืองมีทั้งตลาดกลางคืนแสนคึกคัก ร้านอาหาร คาเฟ่ และโรงแรมที่พักให้บริการกันมากมาย
7. พิพิธภัณฑ์ภาพวาดจากหินทรายจวินเซิง (Junsheng Sandstone Painting Museum)
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองจางเจียเจี้ย เป็นสถานที่จัดแสดงศิลปะจิตรกรรมภาพจากเม็ดทรายซึ่งสร้างสรรค์โดย หลี่จวินเซิง (Li Junsheng) จิตรกรหนุ่มจีนชาวถู่เจียผู้ริเริ่มการสร้างศิลปะแนวจิตรกรรมภาพจากเม็ดทราย งานศิลปะของที่นี่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ เช่น หิน กรวด เม็ดทราย กิ่งไม้ ใบไม้ นำมาประกอบเป็นภาพ ทำให้ผลงานที่จัดแสดงนั้นดูสวยงามมีมิติมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะผลงานที่เกี่ยวข้องกับทิวทัศน์ของจางเจียเจี้ย เช่น ประตูสวรรค์เขาเทียนเหมือนซาน และหุบเขาอวตาร
8. เมืองโบราณฟูหรงเจิ้น (Furong)
เมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึงกว่า 2,000 ปี ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองโบราณที่แขวนอยู่บนน้ำตก โดดเด่นด้วยสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ บ้านไม้โบราณของชาวถู่เจียที่เรียกว่า Diaojiaolou ที่สร้างขึ้นตามหน้าผา และน้ำตกฟูหรงขนาดใหญ่ที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน โดยมีเส้นทางให้เราเดินลอดใต้น้ำตกกันด้วยค่ะ ในตอนกลางคืนหมู่บ้านแห่งนี้จะมีการเปิดไฟประดับหลากสีสันที่น้ำตก รวมไปถึงโคมไฟที่อยู่ตามอาคารต่าง ๆ เนรมิตให้เมืองโบราณแห่งนี้งดงามราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์กันเลยค่ะ
9. เมืองโบราณอ๋องถู่ซือ (Enshi Tusi)
สถานที่ทัวร์จีนระดับ AAAA ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองเอินซี มณฑลหูเป่ย เมืองของอ๋องถู่ซือแห่งเผ่าถู่เจียที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดในประเทศจีน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 200,000 ตารางเมตร ที่นี่เป็นอุทยานประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชนเผ่าถู่เจีย ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองถู่เจียแห่งแรกของจีน ที่สะท้อนให้เห็นถึงต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์ของชาวถู่เจีย และแสดงให้เห็นถึงประเพณีพื้นบ้านอันเก่าแก่รวมไปถึงความร่ำรวยของกลุ่มชาติพันธุ์ถู่เจียในอดีต
10. เมืองโบราณเฟิ่งหวง (Fenghuang)
หนึ่งในเมืองโบราณที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในประเทศจีน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ AAAAA ที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของชาวเผ่าเหมียวและถู่เจีย รวมไปถึงชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ กว่า 26 กลุ่มในอดีต ให้เราได้นั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำถัวเจียงเพื่อชื่นชมอาคารยกพื้นโบราณอายุกว่าร้อยปี ลอดสะพานหงเฉียว ชมวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ออกมาซักผ้าริมฝั่งแม่น้ำ นั่งชิล ๆ ในคาเฟ่เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศเก่าแก่อันเงียบสงบ หรือจะเช่าชุดชนเผ่าแล้วถ่ายภาพสวย ๆ ก็ได้บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในซีรีส์จีนโบราณกันเลยค่ะ
จางเจียเจี้ยในปี 2569 ก็ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของการทัวร์จีนที่คุ้มค่าแก่การมาเยือน โดยเฉพาะในแต่ละฤดูกาลซึ่งมอบประสบการณ์เที่ยวจางเจียเจี้ยที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะชมดอกไม้ สายหมอกในฤดูใบไม้ผลิ สดชื่นไปกับธรรมชาติที่เขียวชอุ่มและกิจกรรมสนุกสนานในฤดูร้อน เก็บภาพความโรแมนติกของใบไม้เปลี่ยนสีท่ามกลางอากาศดี ๆ ในฤดูใบไม้ร่วง หรือจะเลือกมาสัมผัสกับความลึกลับและเงียบสงบท่ามกลางหิมะกันในฤดูหนาว ทุกฤดูกาลล้วนแต่มีเสน่ห์ที่ทำให้จางเจียเจี้ยยังคงงดงามน่าค้นหาอยู่เสมอ และเพื่อเป็นการเติมเต็มทริปจางเจียเจี้ยให้สมบูรณ์แบบ ก็อย่าลืมเก็บไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งกันให้ครบค่ะ แต่ทั้งนี้แนะนำว่าไม่ควรยัดที่เที่ยวทุกอย่างเอาไว้ภายในวันเดียว เพราะแต่ละแห่งนั้นใช้พลังชีวิตเยอะมากจริง ๆ ค่ะ ควรวางแผนการเที่ยวแบบชิล ๆ แบ่งกันไปในแต่ละวัน เพื่อให้ทริปจางเจียเจี้ยนั้นยังคงสนุกและไม่เหนื่อยจนเกินไป