แอดไลน์ แชทเรื่องเที่ยว เที่ยวรอบโลก

เมืองโบราณเอเฟซุส City of Ephesus

แชร์ให้เพื่อน
10,145 Views

       

        เมืองโบราณเอเฟซุส(City of Ephesus) เป็นเมืองกรีกโบราณที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของอานาโตเลียในจังหวัดอิซเมียร์ในประเทศตุรกีปัจจุบัน เอฟิซัสเป็นหนึ่งในสิบสองเมืองของสหพันธ์ไอโอเนีย (Ionian League) ในสมัยกรีกคลาสสิค ในสมัยโรมันเอฟิซัสเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นสองของจักรวรรดิโรมันรองจากโรมที่เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิอยู่เป็นเวลานาน
        เอเฟซุสมีประชากรกว่า 250,000 คนในศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสต์ศักราชซึ่งเท่ากับทำให้เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นสองของโลกในยุคนั้นด้วย ชื่อเสียงของเมืองมาจากเทวสถานอาร์ทีมิส (สร้างเสร็จราว 550 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ตัวเทวสถานถูกทำลายในปี ค.ศ. 401 โดยฝูงชนที่นำโดยนักบุญจอห์น คริสซอสตอม จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 ทรงสร้างเมืองขึ้นมาใหม่และทรงสร้างโรงอาบน้ำสาธารณะ ต่อมาในปี ค.ศ. 614 บางส่วนของตัวเมืองก็มาถูกทำลายไปโดยแผ่นดินไหว เมื่อความสำคัญทางการค้าขายของเอฟิซัสลดถอยลง อ่าวก็ตื้นเขินขึ้น ในปัจจุบันศูนย์โบราณคดีของเอฟิซัสตั้งอยู่ราว 3 กิโลเมตรไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองแซลจุค (Selçuk) ซากเมืองโบราณของเอฟิซัสเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นอันมาก

เอฟิซัส Ephesus

        เจ้าหญิงเอเฟซุสแห่งแอมะซอนเป็นผู้ก่อตั้งเมืองมีหลักฐานจากรูปสลักนูนสูงบนทับหลังที่พบในวิหารแห่งฮาเดรียนที่สร้างขึ้นในปี 681 อุทิศให้จักรวรรดิจากโรมันและรูปสลักถัดไปสลักเล่าเรื่องการสร้างเมืองเอเฟซุสของแอนโดรคลัส เจ้าชายจากกรุงเอเธนส์ (กรีซ) นำผู้คนเดินทางอพยพลงเรือมาจากทะเลอีเจียน (Aegean) เพื่อมาสร้างเมืองใหม่ตามคำเทพพยากรณ์อพอลโล (Oracle of Apollo) ผังภูมิของเอเฟซุสยอดเยี่ยมทั้งในด้านยุทธศาสตร์และการค้า อยู่ติดกับทะเลอีเจียน เรือสินค้าเข้าเทียบท่าได้ใกล้ประตูเมืองมาก ตั้งในหุบเขากระหนาบด้วยภูเขาสูงสองข้างคือ ภูเขาคอเรสซัส (Mount Coressus) กับภูเขาไพออน (Mount Pion) เพราะฉะนั้นข้าศึกจะบุกเข้าโจมตีได้ยากมากเพราะมีภูเขาเป็นปราการธรรมชาติ 2 ด้าน มีทะเลเป็นอุปสรรคด้านที่ 3 เหลือเพียงพื้นที่ราบเนื้อที่แคบๆ ที่จะบุกเข้ามาได้ทางเดียวเท่านั้น เอเฟซุสเจริญรุ่งเรืองมาก เป็นที่หมายปองทั้งพวกเอเธนส์ สปาร์ตาและเปอร์เซีย ผลัดกันปกครองแย่งชิงกัน จนถึง 300 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชผู้ยิ่งใหญ่ โอรสของพระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งมาซิโดเนีย (Philip II of Macedon) ทางตอนเหนือของกรีซ ได้ยกทัพเข้ามาปลดปล่อยเมืองเอเฟซุสจากกองทัพเปอร์เซียได้อย่างง่ายดายและได้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของเอเฟซุสจากเผด็จการมาเป็นประชาธิปไตย บูรณะวิหารอาร์เทมิสที่ถูกไฟไหม้ในคืนเดียวกับที่เขาเกิด เอเฟซุสเข้าสู่ยุคทองในสมัยโรมัน เมื่อจักรพรรดิออกุสตุส (Augustus) ทรงแต่งตั้งให้เป็นเมืองหลวงของเขตปกครองเอเชียแทนเมืองเพอร์กามอน มีความยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีประชากรถึง 250,000 คน  เป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินของเอเชีย

        จูเลียส ซีซาร์เคยมาประชุมขุนนางโรมันผู้ปกครองเอเชียทั้งหมดที่เมืองนี้รวมไปถึง 2 มือมีดที่ฆ่าจูเลียส ซีซาร์คือ บรูตัส (Brutus) และคาสเซียส (Cassius) ก็หนีมาหลบซ่อนตัวที่นี่ รวมทั้งมาร์ก แอนโทนีและพระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์ ก็เคยมาเยี่ยมเยือนเมืองเอเฟซุสแห่งนี้ และมีการบันทึกว่า มีการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากชาวเมืองด้วย แม้กระทั่งในสงครามครั้งสุดท้ายของมาร์ก แอนโทนี เขาได้รวบรวมเรือรบที่เอเฟซุสได้มากถึง 800 ลำ ก่อนจะพ่ายแพ้แก่ออกเตเวียน (Octavian หรือออกเตวิแอนัส ซึ่งต่อมาก็คือออกุสตุส ซีซาร์) นอกฝั่งของกรีซ เป็นเหตุให้มาร์ก แอนโทนีต้องฆ่าตัวตายพร้อมกับพระนางคลีโอพัตราที่เมืองอเล็กซานเดรียทางเหนือของอียิปต์

เอฟิซัส Ephesus

        จักรวรรดิโรมันแทบทุกพระองค์ล้วนเคยเสด็จมาเยือนเอเฟซุสแห่งนี้ทั้งสิ้นโดยเฉพาะจักรพรรดิฮาเดรียน (Hadrian) เคยเสด็จมาเยือนถึง 2 ครั้ง และทรงช่วยกู้อ่าวที่เริ่มจะตื้นเขินจากโคลนตะกอนที่แม่น้ำเคย์สเตอร์ (Cayster) พัดพาเอามาทับถม ซึ่งทำให้เมืองเอเฟซุสในปัจจุบันอยู่ห่างจากทะเลถึง 5 กิโลเมตร ขณะเดียวกัน ศาสนาคริสต์ได้เริ่มเข้ามาเผยแผ่ในเมืองเอเฟซุส ประชาชนให้การยอมรับและนับถือกันมาก จนกลายเป็นเมืองคริสต์ที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 3 รองมาจากเมืองเยรูซาเลม และเมืองแอนติออก มาถึงศตวรรษที่ 7 ชาวอาหรับได้บุกมาโจมตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลและเมืองเอเฟซุสได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก และได้อยู่อาศัยที่นี่สักพักหนึ่งแล้วก็จากไป การสูญสลายของเอเฟซุสใกล้เข้ามาทุกขณะ อ่าวตื้นเขินขึ้นเรื่อยๆ ไข้มาลาเรียระบาดหนัก ชาวเมืองจึงอพยพย้ายขึ้นไปตั้งถิ่นฐานใหม่บนเนินเขาอะยาซูลุค ในศตวรรษที่ 10 ประวัติศาสตร์ก็ได้บันทึกฉากสุดท้ายของเอเฟซุส ผู้คนได้อพยพออกไปจากเมืองจนหมดสิ้น เมืองเอเฟซุสกลายเป็นเมืองร้างตั้งแต่นั้นมา คงเหลือเพียงแต่ชื่อตราบทุกวันนี้

        เอเฟซุสนครโบราณยุคสมัยกรีกและโรมัน มีอายุมากกว่า 2500 ปี ได้รับการบูรณะใหม่ ทำให้มองเห็นเค้าโครงและแผนผังเมืองได้ชัดเจนขึ้น โครงสร้างส่วนใหญ่สร้างจากหินอ่อน ทำให้มีซากอาคารคงเหลือให้เราได้ชมเป็นจำนวนมาก สิ่งที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่สมัยโบราณและต้องการมาเยือนจนกระทั่งทุกวันนี้ก็คือ มหาวิหารแห่งอาร์เทมิส (Temple of Artemis) สร้างขึ้นเมื่อ 564 ปีก่อนคริสตกาล หรือ 2572 ปีมาแล้ว ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณ ความสำคัญอยู่ที่รูปสลักหินอ่อนที่ขุดพบ ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์เซลจุก (Ephesus Museum หรือ Efes Muzesi)  ตั้งอยู่ใกล้กันเป็นรูปสลักหินเทพีอาร์เทมิส (Artemis) มีขนาดความสูงเกือบ 2 เท่าของคนปกติ ตรงหน้าอกมาถึงท้องของเทพีจะมีเต้านมอยู่มากมายเรียงรายกันเป็น 3 ชั้น ตามความเชื่อที่ว่าเธอคือเทพีแห่งการให้กำเนิด การสืบพันธุ์ และความอุดมสมบูรณ์ เป็นการสืบทอดความเชื่อมาตั้งแต่ยุคสมัยชาวอนาโตเลยน เมื่อ 8000 ปีมาแล้ว  มาถึงปี 2406 วิศวกรชาวอังกฤษ ชื่อ J.T. Wood จากพิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียมในลอนดอน ได้เริ่มขุดค้นมหาวิหารแห่งนี้ที่จมอยู่ใต้ดินพบจารึกที่ระบุว่า มหาวิหารแห่งนี้ตั้งอยู่บนทิศทางของเสนทางศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Way) ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร จากทางด้านทิศใต้ของถนนคูซาดาสึ มีเสาคอลัมน์ศิลปะแบบหัวเสาไอโอเนียนต้นหนึ่งตั้งอยู่เดียวดายต้นเดียวกลางพงอ้อที่ขึ้นปกคลุมหนาแน่น มีฐานของวิหารโผล่พ้นพื้นดินขึ้นมา 3 แห่งในบึง บ่งบอกเป็นเครื่องเตือนจำในอดีตอันยิ่งใหญ่ของมหาวิหารแห่งนี้ เมืองเอเฟซุสก้างเข้าสู่ยุคทองในสมัยโรมัน เมื่อจักรพรรดิออกุสตุสทรงแต่งตั้งให้เป็นเมืองหลวงของเขตปกครองในเอเชียแทนเมืองเพอร์กามอน (Pergamon) จารึกในยุคสมัยนนั้นบรรยายไว้ว่า “เอเฟซุสเป็นมหานครแห่งแรกและยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย” เป็นที่พำนักถาวรของข้าหลวงปกครองมณฑลจากกรุงโรม จึงเป็นที่หมายปองของเหล่าผู้เข้มแข็งกว่าไม่ว่าเป็นกองทัพเปอร์เซียน (Persian) กรีก เอธนส์ สปาร์ต้า เป็นต้น แต่โชคร้ายเมื่อ 2,364 ปีมาแล้ว ในคืนที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชประสูติ เฮรอสตาตุส (Herostatus) ได้วางเพลิงเผามหาวิหารที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งนี้ เพียงเพื่อต้องการให้ชื่อของตนเองเป็นที่จดจำจารึกในประวัติศาสตร์ ในบันทึกของนักบวชผู้ดูแลวิหารแห่งนี้ กล่าวไว้ว่าสาเหตุที่วิหารถูกเผาจนราบ เพราะในคืนนั้นเทพเทพีอาร์เทมิสไม่อยู่ ได้เหาะไปช่วยทำครอดให้แก่พระมเหสีของพระเจ้าฟิลลิปที่ 2 แห่งมาซิโดเนีย ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรีซ ต่อมาเด็กชายผู้นั้นเติบใหญ่จนกลายเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกนั้นก็คือ พระเจ้าเอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้มีพระชนมายุได้ 22 พรรษา ได้เสด็จมายังเอเฟซุส ทรงชื่นชมในความอุตสาห์ของชาวเอเฟซุสมากในการช่วยกันสร้างวิหารหลังนี้ขึ้นมาใหม่ซึ่งสวยกว่าเก่า จึงเสมอออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องอุทิศวิหารแห่งนี้ให้แก่พระองค์ แต่ชาวเอเฟซุสปฏิเสธโดยทูลตอบว่า “วิหารแห่งนี้ได้อุทิศให้แก่เทพีอาร์เทมิสไปแล้ว ไม่อาจอุทิศให้กับผู้ใดได้อีก”

เอฟิซัส Ephesus

        เมื่อกองทัพอเล็กซานเดอร์ได้รับชัยชนเหนือกองทับเปอร์เซียนที เมืองกรานิคัส (Granicus) ทำให้ทหารเมื่อได้ทราบข่าวการเดินทัพของพระองค์มายังเมืองเอเฟซุสก็ต่างหนีเอาตัวรอดไปหมด ทำให้กองทัพอเล็กซานเดอร์เข้าเมืองอย่างง่ายได้แล้วไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อของทหารเลย และสิ่งแรกที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทำคือการประหารชีวิตชาวกรีซที่มาเป็นทหารรับจ้างให้แก่ทัพเปอร์เซียน จากนั้นจึงบูรณะฟื้นฟูเอเฟซุน และเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบเผด็จการเป็นระบอบประชาธิปไตย

        ภายหลังเอเฟซุสประสบปัญหาจากแม่น้ำเคย์สเตอร์ (Cayster) ที่ไหลผ่านเมือง ได้พัดพาเอาโคลนตะกอนมาทับถมบริเวณจุดที่เป็นอ่าว ท่าเรือริมทะเล ทำให้ตื้นเขินขึ้นเรื่อยๆทำให้แผ่นดินขยายตัวออกไปในทะเล แม้จะพยายามขุดลอกและเปลี่ยนทางเดินของแม่น้ำ แต่ก็ยังทำให้เรื่อไม่สามารถเข้ามาจอดเทียบท่าได้ ต้องจอดห่างออกไปถึง 5 เมตร แต่ในปัจจุบันเมืองแห่งนี้ได้หมดความสำคัญในการเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าแล้ว

        โบสถ์เอเฟซุส (Church of Ephesus) นักบุญเซนต์ปอลได้เดินทางมาถึงเมื่อเอเฟซุสในปี 596 ได้สร้างโบสถ์คริสต์ร่วมสาวกขึ้นเป็นแห่งแรก แสดงถึงเสรีภาพของชาวเอเฟซุสในการนับถือศาสนา หลังจากสร้างโบสถ์แห่งนี้เสร็จนักบุญเซนต์จอห์นได้นำพระแม่มารีเดินทางมาพำนักในเอเฟซุสในช่วงสุดท้ายของชีวิตด้วย

        เซอร์กิตวอลล์ (Circuit Wall) สร้างขึ้นโดย ลีซีมาคอส (Lysimachos) ในยุคจักรวัรรดิโรมัน เป็นโบราณที่ตั้งอยู่บนยอดเขาบุลบุล (Bulbul) ทางตอนใต้ของเอเฟซุส การเข้าชมจะต้องปีนขึ้นไปบนยอดเขา จะพบกับป้อมปราการ ประตู หอคอย กำแพง ฯลฯ

        ยิมเนเซียมเวติอุส (Vedious) สร้างขึ้นโดยพ่อค้า เมื่อ 1,800 ปีมาแล้ว มีทั้งสนามกีฬาออกกำลังกายและโรงอาบน้ำ มีทั้งน้ำร้อน น้ำอุ่นและน้ำเย็น ภายในอาคารประดับตกแต่งด้วยโมเสกและรูปปั้นต่างๆ

สนามกีฬา (Stadium) สร้างเป็นรูปเกือกม้า ใช้จัดแข่งขันกีฬาทั้ง ชกมวย มวยปล้ำ ชนอูฐ จับนักสู่เชลยศึก กลาดิเอเตอร์ (Gladiator) มาสู้กับสัตว์ร้าย

        โบสถ์พระแม่มารี (Church of the Virgin Mary) อยู่บนถนนทางด้านทิศใต้ สร้างขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์ ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นโบสถ์คริสต์ในศตวรรษที่ 4 ได้รับการยกย่องว่าเป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของคริสต์ศาสนา ในฐานะที่เป็นโบสถ์แห่งแรกที่สร้างอุทิศให้กับพระแม่มารีโดยเฉพาะ

       ยิมเนเซียมท่าเรือ (Harbor Gymnasium) สร้างในสมัยจักรพรรดิเฮเดรียน เป็นลานรูปไข่ พื้นฟูด้วยโมเสก มีเสาคอลัมน์ล้อมรอบ ข้างประตูที่เปิดสู่ห้องโถงกลางมีสระว่ายน้ำ (เพื่อออกกำลังกาย) ปูพื้นหินอ่อนหลากสีสวยงาม

       โรงอาบน้ำท่าเรือ (Harbor Bath) เป็นหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างใหญ่ที่สุดในเอเฟซุส เป็นสระรูปไข่ขนาดยาว 30 เมตร เสาคอลัมน์สูง 11 เมตร สกัดจากหินแกรนิตสีชมพูและสีเทา ตั้งเรียงรายรับหลังคารูปโค้งที่ก่อด้วยอิฐ มีทางเข้าเป็นประตูใหญ่สูดปลายถนนท่าเรือ ส่วนท่าเรือนั้นปัจจุบันเป็นเพียงทะเลสาบขนาดเล็กในเขตบึงเท่านั้น

       ถนนท่าเรือ (Harbor Street ) เดิมชือว่า อาร์คาดิอานา (Arcadiana) เรียกตามลชื่อของ อาร์คาดิอุส (Arcadious) ได้บูรณะในปี 938-951 เป็นเวลา 13 ปี ถนนสายนี้เชื่อมระหว่างท่าเรือไปยังโรงละคร มีความยาว 500 เมตร กว้าง 11 เมตร สองข้างทางเป็นระเบียงปอร์ติโก ปูพื้นด้วยโมเสก ข้างหลังจะมีร้านค้าตั้งเรียงรายตลอดสาย มีการขุดค้นพบจารึกระบุว่า “เอเฟซุสมีความเจริญรุ่งเรื่องอย่างมากในยุคต้นร่วมสมัยเดียวกับกรุงโรมและเมืองแอนดิออกอันโด่งดัง”

       โรงละคร (Theatre) อยู่ปลายถนนอาร์คาดิอานาที่ตรงมาจากท่าเรือมีขนาดใหญ่ มีอัฒจันทร์จุผู้ชมได้ถึง 24,000 คน สร้างในสมัยลีซีมาคอส ใช้จัดงานเทศกาลต้อนรับฤดูใบไม้ผลิทุกปี โดยตัดภูเขาไพออนทำเป็นที่นั่ง จากชั้นบนสุดจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ทั่วเมืองเอเฟซุส ส่วนระบบเสียงของโรงละครนี้ เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นเลิศมีความก้าวหน้ากว่าที่ใดๆในยุคสมัยนั้นมาก คือมีการนำภาชนะสำริดและดินเหนียวไปวางไว้ตามจุดต่างๆเพื่อเป็นการถ่ายทอดเสียงให้ชัดเจน ก้องกังวานไปทั่วได้เป็นอย่างดี

       หอสมุดเซลซุส (Library of Celsus) มีความสวยงามเป็นเลิศและมีขนาดใหญ่มาก สร้างโดยติเบริอุส จูลิอุส อาควิลา อุทิศให้กับบิดา ชื่อ ติเบริอุส จูลิอุส เซลซุส ในปี 657-660 และได้ฝังโลงศพของบิดาที่ทำจากหินเอาไว้ใต้หอสมุดแห่งนี้

เอฟิซัส Ephesus

       หอสมุดนี้นับเป็นความสวยงามและยิ่งใหญ่คล้ายกันเพตราในจอร์แดน ด้านหน้าของหอสมุด จะใกล้กับถนนสายสำคัญของเมือง ชื่อ ถนนคูเรเตส (Curetes) ซึ่งครั้งหนึ่งถูกชาวเมืองรือถอนรูปสลักต่างๆของชาวโรมันทิ้ง แต่ต่อมาได้มีการสร้างอนุสาวรีย์น้ำพุแห่งเมมมีอุส (Memmius) ขึ้นทดแทนเพื่อเป็นเอาใจชาวโรมัน เป็นการประกาศ ว่า “ชาวเอเฟซุสยินดีจะอยู่ใต้อำนาจของชาวโรมัน” ทำให้ชาวโรมันกลับมามีบทบาทในเอเฟซุสและช่วยปกป้องท้องทะเล ซึ่งเป็นถิ่นทำมาค้าขายของเอฟเฟซุส ปลอดภัยจากโจรสลัดอีกครั้งหนึ่ง

        ถนนคูเรเตสตรงไปยัง ประตูเฮราคลีส (Heracles Gate) ซึ่งทางด้านซ้ายมือของหัวมุมถนน จะเป็นโรงอาบน้ำสกอลัสติเซีย (Bath of Scholasticia) สร้างเมื่อศตวรรษที่ 1 ได้รับการบูรณฟื้นฟูโดยสตรีนางหนึ่งในศตวรรษที่ 4 ซึ่งมีรูปปั้นของนางแต่ศีรษะหายไป ตั้งอยู่ในห้องโถงด้านหน้า เป็นอาคารที่ 3 ชั้น ทุกคนในเมืองสามารถเข้ามาอาบน้ำได้ฟรี ทั้งห้องน้ำร้อน สระน้ำเย็น แต่พวกขุนนางและเศรษฐีจะมีห้องพิเศษที่นั่งกันนานๆ พูดคุยสนทนาเรื่องการเมือง การสงคราม การค้า ในขณะที่จะมีคนรับใช้คอยนวดตัวให้คลายความปวดเมื่อย ถัดไปอีกห้องจะมีที่นั่งส้วมเปิดโลงเป็นแถวยาวรูปตัวแอล(L) ทำด้วยหินอ่าน เจาะรูลงไปลึกมาเพื่อไม่ให้มีกลิ่นเหม็น ว่ากันว่าหน้าหนาวจะให้ทาสรับใช้(เป็นคนผิวดำ) นั่งทับเพื่อให้หินอ่อนนั้นอุ่นๆก่อนแล้วจึงลงนั่งแทน ถัดจากห้องน้ำจะมีบ้านอยู่ติดกับโรงอาบน้ำ มีลานกว้างขวาง มีระเบียงเสาล้อมรอบ มีการค้นพบจารึกในห้องน้ำว่า เป็นบ้านแห่งนี้เป็นสำนักนางคณิกา (Brothet) หรือสำนักหญิงโสเภณี ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหอสมุด มีเรื่องเล่ากันว่า “บรรดาผู้ชายมักจะหลอกภรรยาว่าไปหอสมุด แต่จะแอบย่องลงอุโมงค์ลับลอดใต้ถนนมาใช้บริการโสเภณีแห่งนี้เสมอ” สำนักนางคณิกาเหลือเพียงภาพโมเสกบนพื้นสระน้ำยังคงมีความสวยงามสดในเหมือนมีชีวิตจริง เป็นรูปหญิงสาว 3 คนและคนรับใช้ มีรูปหนูกำลังกินเศษขนมปังและแมว แสดงถึงวิถีชีวิตประจำวันของคนในยุคนั้นได้อย่างดี นอกจากนั้นยังมีการค้นพบ รูปปั้นดินเผาของปรีอาปุส (Priapus) ชายผู้ซึ่งมีองคชาตขนาดใหญ่โตมากอยู่ในบ่อน้ำ กลายเป็นสัญลักษณ์ของเอเฟซุส ในหน้าปกหนังสือ ปฏิทิน โปสต์การ์ด ของที่ระลึก วางขายกันทั่วไปในร้านค้าขายของ ซึ่งนักท่องเที่ยวก็นิยมซื้อกันเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันรูปปั้นของจริงเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์เอเฟซุส

       วิหารเฮเดรียน (Temple of Hadrian) อยู่บนถนนคูราเตสสายสำคัญ สร้างในปี 681 จะมีเสาคอลัมน์ที่บัวหัวเสา เป็นศิลปะคอรินเทียน (หัวเสาจะมีรูปใบไม้อาเคนทัสประดับอยู่) ทั้งหมด 4 ต้น รองรับซุ้มประตูโค้ง ซึ่งมีความสวยงามแกะสลักอย่างวิจิตรมาก เหนือคำบรรยาย ไม่มีที่ใดเสมอเหมือน พอรูปปั้นครึ่งตัวของเทพีไซคี (เทพีผู้ปกปักรักษาเมืองเอเฟซุส) ตั้งอยู่กลางวิหาร

ภาพจิตรกรรมฝาผนังใต้หลังคามีอยู่ 4 ส่วน เป็นภาพของเทพเจ้าและเทพีต่างๆ เช่น อาร์เทมิส เอเฟซุส ธีโอโดซิอุส เป็นต้น

       โบสถ์นักบุญเซนต์จอห์น (Basitica of St.Jhon) ก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงกางเขนที่ เนินเขากอลกอธา (Golgotha) ได้ฝากฝังนักบุญเซนต์จอห์นให้ดูแลพระแม่มารี  นักบุญจอห์นจึงได้พาพระแม่มารีมายังดินแดนอนาโตเลีย หรือตุรกีในปัจจุบัน จุดหมายคือเมืองเอเฟซุสนั้นเอง นักบุญจอร์นได้เผยแผ่คำสองของพระเยซูอยู่ในเมืองเอเฟซุส ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยและต่อต้านถึงขั้นถูกทำร้ายร่างกายจนกระทั้งเสียชีวิตที่เมืองแห่งนี้ ศพของท่านฝังอยู่บนเนินเขาอะยาซูลุค (Ayasuluk) ตามเจตจำนงของท่านเอง ต่อมามีการสร้างโบสถ์ขึ้นตรงที่ฝังศพในศตวรรษที่ 6 โดยจักรพรรดิจัสติเนียน (Justinian)


ตลาดทัวร์ เว็บเดียว เที่ยวทั่วโลก


โซนยุโรปตะวันออก


บทความแนะนำ

ติดต่อจองทัวร์กับตลาดทัวร์
 02-184-6990
 02-184-6991

(จันทร์ - เสาร์ 09.00 - 18.00 น.)

Mobile :
061-463-9562
065-639-5493
061-596-3956
Hotline :
097-978-9925
Fax :
02-184-6990 ต่อ 117
Facebook :
taladtour.co.th.fan
Line :
@taladtours
Email :
taladtour@hotmail.com
taladtour@gmail.com
ติดต่อตลาดทัวร์